คำถามแรกที่ตำราถามไม่ใช่ต้นไม้แปลว่าอะไร แต่คือใครเป็นคนโค่นมัน คนฝันโค่นเอง หรือมันล้มเพราะลม สองแบบนี้ได้คำอ่านคนละชุด และไม่มีแบบไหนพูดถึงสุขภาพของใคร
คนฝันถึงต้นไม้มักจำได้ว่าตอนนั้นตัวเองมองอยู่ตรงส่วนไหน โคน ลำต้น หรือปลายกิ่งที่ไหวอยู่เหนือหัว ความจำเจาะจงแบบนี้ไม่ค่อยเกิดกับภาพฝันอื่น และเป็นเหตุผลที่ธรรมเนียมการอ่านฝันจัดต้นไม้เป็นภาพที่อ่านทีละชั้น มองรวมทั้งต้น คนโบราณอ่านมันเป็นชีวิตที่มีที่มาและมีทิศทาง เป็นการเติบโตที่เร่งไม่ได้ ตำราจึงบอกว่าภาพนี้มักโผล่มาในช่วงที่อะไร ๆ ค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าช่วงที่พลิกเร็ว
คำถามนี้ควรมาก่อนข้ออื่นทั้งหมด ต้นมะม่วงหลังบ้าน ต้นตาลกลางทุ่ง ต้นสนบนเขา และต้นไม้เมืองหนาวที่ผลัดใบ ไม่ได้แบกความหมายชุดเดียวกันในถิ่นที่มันขึ้นอยู่ ความหมายของต้นไม้จำนวนมากจึงเป็นเรื่องท้องถิ่นมากกว่าเรื่องสากล และที่หนักกว่านั้น ต้นไม้จากบ้านที่คุณโตมาย่อมพ่วงทุกอย่างที่บ้านหลังนั้นมีมาด้วย ไม่มีความหมายกลาง ๆ เล่มไหนสู้ได้เลย ถ้าคุณเรียกชื่อต้นไม้ในฝันได้ คำตอบมักอยู่ในชื่อนั้นเอง
ไม่มีภาพฝันอื่นที่ตำราซอยย่อยแบบนี้ ตำราแทบทุกเล่มให้ความหมายแยกกันไว้ทีละส่วน
ภาพที่ทำให้คนใจไม่ดีที่สุดคือการโค่น หรือการเดินไปเจอต้นที่ล้มแล้ว คำอ่านต่างกันไปตามว่าขวานอยู่ในมือใคร ต้นที่คนฝันโค่นเองมักถือกันว่าเป็นการจบอะไรบางอย่างด้วยความตั้งใจ บางครั้งก็มีความเสียดายพ่วงมากับการตัดสินใจนั้น ส่วนต้นที่ล้มเพราะลมหรือเพราะคนอื่นชี้ไปที่ความเปลี่ยนแปลงจากข้างนอก ทั้งสองแบบไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพหรืออายุของใครเลย
เรื่องเล่าชาวบ้านที่ผูกต้นไม้ล้มเข้ากับคนในบ้านเป็นคนละเรื่องกับการอ่านฝัน และหน้านี้ไม่รับช่วงต่อ อีกอย่างที่ควรแยกคือดอกไม้ ซึ่งมีหน้าของตัวเองและอ่านไปคนละทาง ต้นไม้พูดถึงเวลาที่สะสม ส่วนดอกไม้พูดถึงช่วงสั้น ๆ ที่บานแล้วก็ผ่านไป


