ราบจนรับเงาได้ คล้ำจนมองลงไปไม่เห็น แห้งจนหดลง หรือมีแผ่นน้ำแข็งปิดอยู่ สี่หน้าตาของผิวน้ำพาคำอ่านไปคนละทางกันหมด และคนฝันมักจำหน้าน้ำได้ก่อนจำอย่างอื่น
ผิวน้ำที่ราบจนไม่มีคลื่นสักเส้นตอนใกล้ค่ำ กับฝั่งตรงข้ามที่มองเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง คือสิ่งที่คนตื่นขึ้นมาแล้วยังจำได้ น้ำนิ่งถูกอ่านมาหลายร้อยปีว่าสภาพของความรู้สึก และเพราะทะเลสาบมีขอบล้อมอยู่ทั้งวง ตำราจึงอ่านมันเป็นอากาศภายในตัวคนฝัน ไม่ใช่เหตุการณ์ที่กำลังเดินเข้ามาจากข้างนอก
ทะเลสาบที่ราบจนรับเงาได้ทั้งใบอ่านกันว่าความรู้สึกที่ลงตัวแล้ว และเป็นภาพฝันไม่กี่ภาพที่คนตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกได้พัก น้ำที่คล้ำจนมองลงไปไม่เห็นมักถูกโยงกับของที่รู้อยู่แล้วแต่ยังไม่ได้หันไปมอง ไม่ใช่ของที่ใครปิดบังไว้ ทะเลสาบที่แห้งหรือหดลงมักผูกกับช่วงที่รู้สึกว่าถูกดูดจนหมดแรง ส่วนแผ่นน้ำแข็งบนผิวอ่านว่าความรู้สึกที่ถูกตรึงไว้ โดยตำราเก่าเติมไว้ด้วยว่าคนฝันมักรู้ดีว่าข้างใต้นั้นมีอะไร
การว่ายอยู่ในทะเลสาบกับการยืนอยู่ที่ขอบ อ่านกันคนละแบบเลย การลงไปในน้ำมักถือกันว่าเป็นการยอมที่จะรู้สึกอะไรสักอย่างแทนการมองมันอยู่เฉย ๆ และคนฝันมักเล่าเรื่องอุณหภูมิของน้ำได้ชัดกว่ารายละเอียดอื่นทั้งหมด การตกลงไปหรือถูกดึงลงไปอยู่ใกล้กับภาพจมน้ำมากกว่า ซึ่งคำอ่านตรงนั้นว่าด้วยการรับไม่ไหว และไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับน้ำจริงในชีวิตตอนตื่นเลย ส่วนการพายเรือข้ามไป ตำรารุ่นเก่าวาดไว้ว่าการข้ามบางอย่างด้วยจังหวะของคุณเอง
ความหมายในพจนานุกรมเป็นจุดตั้งต้น และไม่ได้มากไปกว่านั้นเท่าไร คนที่ใช้ปิดเทอมทุกปีอยู่ริมน้ำแห่งเดิม เดินมาถึงภาพนี้พร้อมของที่ติดตัวมาอยู่แล้ว ส่วนคนที่เกือบจมน้ำในบึงสักแห่งจะไม่พบอะไรเลยในฉบับที่สงบ ตัวกระตุ้นธรรมดาก็นับด้วย เช่น อาทิตย์ที่ร้อนจัด ทริปที่กำลังวางแผนกันอยู่ หรือรูปที่เพิ่งเห็นเมื่อเย็นวาน ฝันบรรยายอารมณ์มากกว่าจะบอกเหตุการณ์ และอารมณ์นั้นเป็นของคุณก่อนจะเป็นของสัญลักษณ์ ตำราจึงทำได้แค่ยื่นคำถามให้ ส่วนคำตอบยังอยู่ที่ริมน้ำแห่งที่คุณเคยไปนั่งเองมากกว่าอยู่ในหน้าไหนของเล่มไหน


