ผ้าห่มหนา จมูกที่ตัน และห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท กลายเป็นน้ำในความฝันได้ง่ายกว่าที่คนคิด ส่วนความหมายที่ตำราให้ไว้ พูดถึงแรงกดดันในชีวิต ไม่ได้พูดถึงความปลอดภัยของใคร
ภาษาที่คนใช้เล่าเรื่องงานล้นมืออยู่แล้ว คือภาษาเดียวกับที่ความฝันหยิบมาใช้ในคืนแบบนี้ ธรรมเนียมจึงโยงฉากจมน้ำเข้ากับความรู้สึกที่รับไหวไม่ทัน โดยให้น้ำแทนความรู้สึกและให้ปริมาณของมันแทนระดับความหนัก ฝันชุดนี้มักปลุกคนให้ตื่น และทิ้งความทรงจำทางกายไว้มากกว่าภาพ แต่ไม่มีส่วนไหนของมันที่อ่านเป็นการเตือนเรื่องอันตราย
คนที่ว่ายน้ำเก่งกับคนที่กลัวน้ำลึกนำประวัติคนละแบบมาสู่ภาพเดียวกัน และประวัตินั้นมักชนะเสมอ ใครที่เคยเกือบจมน้ำมาก่อนไม่ได้กำลังตีความสัญลักษณ์อะไรเลย เขากำลังเจอความทรงจำ ตำแหน่งของน้ำก็สำคัญ เพราะอ่างอาบน้ำ สระว่ายน้ำ และทะเลเปิดมีน้ำหนักต่างกันมาก และคุณเองก็มักบอกได้ว่าเป็นที่ไหน แม้รายละเอียดอื่นจะเลือนไปหมดแล้ว ฉากจมน้ำจึงต่างจากฝันว่าได้ว่ายน้ำเล่นหรือฝันเห็นน้ำท่วมบ้าน ทั้งที่ทั้งสามภาพใช้น้ำเหมือนกัน จุดเริ่มที่ใช้ได้จริงจึงเป็นตำแหน่งของน้ำในคืนนั้น
มักมีชั้นทางกายที่ควรพูดถึงก่อน จมูกที่ตัน ผ้าห่มหนา ๆ การนอนคว่ำหน้า และห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท ล้วนโผล่ออกมาเป็นน้ำได้ทั้งนั้น เพราะสมองสร้างเรื่องขึ้นรอบความรู้สึกที่กำลังได้รับ คนที่หายใจลำบากตอนกลางคืนเล่าฝันแบบนี้มากกว่าคนอื่น เรื่องนี้ไม่ได้แทนที่การอ่านเชิงสัญลักษณ์และไม่ได้วินิจฉัยอะไรทั้งสิ้น แต่อธิบายคืนแบบนี้ได้พอสมควร และควรรู้ไว้ก่อนจะไปขุดหาความหมายลึก ๆ ห้องแอร์ที่เย็นเกินไปหรือหน้าร้อนที่นอนไม่หลับก็ให้ผลคล้ายกัน
การดิ้นรนแล้วโผล่พ้นผิวน้ำมักอ่านว่าเป็นการประคองตัวไว้ได้ท่ามกลางแรงกดดัน ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ และคนฝันมักสังเกตทีหลังว่าตัวเองไม่ได้จมจริงสักครั้ง การจมลงอย่างสงบซึ่งมีคนเล่ามากกว่าที่คาด มักโยงกับการปล่อยมือจากการต่อสู้ที่เหนื่อยกับมันเต็มทีแล้ว ส่วนการมองคนอื่นจมลงไปเป็นแบบที่ทำให้คนฝันสะเทือนใจที่สุด และมักอ่านว่าเป็นความรู้สึกช่วยอะไรไม่ได้กับคนที่เอื้อมไม่ถึง ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับตัวคนคนนั้น และไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับคนที่คุณห่วงอยู่


