ตำราไม่ได้อ่านรองเท้าเป็นเครื่องแต่งกาย แต่อ่านเป็นที่ยืนของคนคนหนึ่ง คำถามหลักจึงมีอยู่สองข้อ คือคู่นั้นพอดีหรือไม่ และมันพาเจ้าของไปได้ไกลแค่ไหน
รองเท้าแตะที่วางไว้หน้าประตูบ้าน กับคู่ที่ต้องขัดก่อนใส่ไปทำงาน ไม่ได้แทนเรื่องเดียวกันเลยในตำราฝัน สิ่งที่ทั้งสองแบบมีร่วมกันคือมันเป็นของชิ้นเดียวที่แตะพื้น แนวอ่านเก่าจึงอ่านมันเป็นที่ยืนในความหมายกว้างที่สุด คือบทบาทที่คนคนหนึ่งสวมเดินไปมา งานที่ทำอยู่ และความพร้อมต่อระยะทางที่ยังเหลืออยู่ตรงหน้าคุณ
แบบที่คนจำได้มักเป็นแบบที่อึดอัด รองเท้าที่ไม่พอดีถูกตีความว่าเป็นตำแหน่งที่เจ้าตัวรับมาแล้วแต่ไม่เข้ากับตัวเอง และเรื่องที่มันบีบหรือมันหลุด ตำราถือว่ามีความหมายต่างกัน การทำรองเท้าหายกลางทางไปรวมอยู่ในกลุ่มภาพเรื่องเสียที่ยืน ส่วนการเดินเท้าเปล่าแยกออกเป็นสองทาง บางตำราอ่านว่าเปราะบางและไม่ได้เตรียมตัว อีกตำราอ่านตรงข้าม โดยเฉพาะในที่ที่การถอดรองเท้าแปลว่าให้เกียรติหรือแปลว่าถึงบ้านแล้ว ทางไหนใช้ได้ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมที่คุณโตมา
คู่ใหม่มักอ่านว่าเป็นการเปลี่ยนบทบาท และตำราเก่ามักเติมหมายเหตุเรื่องช่วงเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะใส่จนเข้าที่ ส่วนคู่ที่ใส่จนเก่าให้ความหมายกลับกัน คือเรื่องที่ทำมานานพอจนทำได้สบาย พร้อมหมายเหตุรองว่าถึงเวลาเปลี่ยนหรือยัง คู่ที่ชำรุดอยู่ตรงกลางระหว่างสองแบบนั้น และมักถูกจัดว่าเป็นบทบาทที่ยังใช้ได้อยู่แต่เริ่มต้องซ่อม
การใส่รองเท้าของคนอื่นอ่านตรงกันแทบทุกที่ว่าเป็นการรับตำแหน่งของคนคนนั้นมา คนอ่านฝันจะถามว่าใส่แล้วสบายหรือไม่ เพราะตรงนั้นคือจุดที่ภาพทำงาน รองเท้าคู่หนึ่งแบกเรื่องชนชั้น เรื่องแรงงาน และเรื่องความจำไว้มากกว่าข้าวของทั่วไป คู่ที่ใส่ไปงานศพกับคู่ที่ซื้อไว้ใส่ทำงานวันแรก ไม่ใช่สัญลักษณ์เดียวกันเลย ความหมายที่คู่นั้นมีต่อคุณจึงมาก่อนความหมายกลาง ๆ เสมอ
ในภาษาไทยสองคำนี้อยู่ใกล้กันจนคนเล่าฝันมักพูดปนกัน แต่ตำราแยกไว้ชัดเลย เท้าเปล่าเป็นภาพของเนื้อตัวเจ้าของ ส่วนรองเท้าเป็นของที่เลือกสวมและถอดออกได้ ฝันที่เท้าเจ็บกับฝันที่รองเท้ากัด จึงถูกอ่านคนละทางแม้จะเกิดที่เดียวกัน เวลาเล่าฝันให้คนอื่นฟัง ให้แยกก่อนว่าคืนนั้นมีรองเท้าอยู่ในภาพหรือไม่


