ในโหราศาสตร์ ราศีกรกฎผูกกับดวงจันทร์และมีนิสัยขึ้นลงเหมือนจันทร์ มูนสโตนซึ่งความเชื่อดั้งเดิมผูกไว้กับจันทร์และทุกสิ่งที่มาแล้วไปเป็นรอบ รวมถึงอารมณ์ จึงเข้ากันที่สุด หินอื่นๆ เหมาะกับราศีธาตุน้ำที่รับรู้ทุกความรู้สึก ซ่อนหัวใจอ่อนโยนไว้ใต้เปลือกแข็ง และชอบอยู่ใกล้บ้าน ทั้งหมดพูดถึงการปกป้อง การปลอบโยน และความกล้าที่จะก้าวออกไปข้างนอกอีกครั้ง
ที่ใหม่และคนใหม่คือเวลาของหินโมรากับอะเวนจูรีน หินโมราเคยถูกพกไว้เพื่อตั้งหลักในที่ที่ไม่คุ้นเคย ส่วนอะเวนจูรีนเชื่อกันว่าช่วยคลายความประหม่าก่อนการพบกันครั้งแรก เมื่อความขุ่นเคืองเก่าไม่ยอมจางไป มรกตว่ากันว่าช่วยให้การให้อภัยมาถึงเร็วกว่าที่คิด และอเมทิสต์ถูกมอบให้คนที่กำลังโศกเศร้ามาช้านาน คริสตัลควอตซ์เหมาะกับค่ำคืนที่คุณเลือกเงียบแทนการบอกว่าอะไรทำให้เจ็บ เพราะเชื่อกันว่ามันเปลี่ยนความรู้สึกที่ยุ่งเหยิงให้เป็นคำพูด ทับทิมว่ากันว่าเรียกความอบอุ่นกลับมาเมื่อใจเย็นชาและถอยห่าง ส่วนมูนสโตนคือเพื่อนร่วมทางของความเปลี่ยนแปลงที่คุณไม่ได้เลือก ไข่มุก หินโปรดของราศีนี้มาแต่โบราณ ก่อตัวขึ้นรอบสิ่งแปลกปลอมที่ระคายเคือง และกลายเป็นเม็ดนุ่มนวลเรืองแสงในที่สุด ธรรมเนียมจึงผูกมันกับดวงจันทร์และกับการเปลี่ยนความเจ็บให้เป็นความอ่อนโยน สวมไข่มุกในวันที่อยากรู้สึกได้รับการปกป้องโดยไม่ต้องซ่อนตัว
อาเกตหรือที่คนไทยคุ้นกันในชื่อหินโมรา เป็นหินธรรมชาติที่มีหน้าตาหลากหลายที่สุดชนิดหนึ่งของโลก พบได้ทั้งสีแดง เทา ขาว ฟ้า น้ำตาล และเขียว โดยสีเหล่านี้มักเรียงตัวเป็นแถบซ้อนกันเป็นวง ทำให้หินแต่ละก้อนมีลวดลายไม่ซ้ำกันเลย เนื้อหินค่อนข้างแข็ง มีทั้งชั้นที่โปร่งแสงและทึบแสง ช่างเครื่องประดับจึงนิยมนำมาเจียระไนกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ชื่อของหินชนิดนี้มาจากแม่น้ำอาคาเตสบนเกาะซิซิลี ซึ่งเล่ากันว่าเป็นแหล่งที่มีการพบอาเกตเป็นครั้งแรก
ตั้งแต่ยุคเก่าก่อน อาเกตไม่ได้ถูกใช้เป็นเพียงของประดับเท่านั้น แต่ยังนำมาทำเป็นแหวน สร้อยคอ ตราประทับ และรูปสลักขนาดเล็ก อีกทั้งยังถูกพกไว้เป็นเครื่องรางสำหรับกันสิ่งไม่ดี ด้วยความที่เนื้อหินทนทานเป็นพิเศษ ของชิ้นเดิมจึงมักถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นภายในครอบครัว
ในตำราหินโบราณ อาเกตถูกจัดอยู่ในกลุ่มหินที่ให้ความรู้สึกสงบและหนักแน่น จึงมักถูกเลือกใช้ในการฝึกปรับสมดุลภายในใจ อาเกตแต่ละสายพันธุ์ที่มีสีและลายแถบต่างกันยังถูกผูกโยงกับการใช้งานที่ต่างกันไปด้วย ตามความเชื่อดั้งเดิมกล่าวว่าหินจะให้ผลชัดที่สุดเมื่อได้แนบผิวโดยตรง เพราะเชื่อกันว่าพลังของธรรมชาติโดยเฉพาะแสงอาทิตย์จะส่งผ่านเนื้อหินเข้าสู่ร่างกายได้สะดวกกว่า
คุณสมบัติของอาเกตตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าช่วยคุ้มครองผู้สวมใส่ให้พ้นจากอันตราย และประคองใจให้ตั้งหลักได้ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ
• ตามธรรมเนียมเก่ามักแนะนำให้ผู้ที่หลับยากพกติดตัว และเชื่อว่าช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานเป็นปกติ
• ตำราโบราณเล่าว่าหินชนิดนี้ช่วยให้มองข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และเห็นเรื่องต่าง ๆ ตามที่มันเป็นจริง
• มีการกล่าวถึงพลังของอาเกตว่าเข้มแข็งและหนักแน่น จึงถูกผูกกับความกระปรี้กระเปร่าและกำลังกายมาช้านาน
• เชื่อกันว่าช่วยคลายส่วนของร่างกายที่เกร็งตัว ทำให้ความตึงที่สะสมไว้ค่อย ๆ ผ่อนลง
• ในตำราหินระบุว่าอาเกตช่วยระบายพลังส่วนเกินที่ค้างอยู่ คนโบราณจึงหยิบมาพกในช่วงที่ชีวิตกดดัน
• ตามความเชื่อกล่าวว่าช่วยให้เข้ากับผู้คนได้ง่ายขึ้น และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เร็วขึ้น
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความกล้า เชื่อกันว่าช่วยหนุนใจให้ก้าวข้ามความกลัวที่ค้างคาอยู่
• คนสมัยก่อนเชื่อว่าอาเกตทำให้ความคิดแจ่มชัดและใช้เหตุผลได้เป็นระบบมากขึ้น
• ในความเชื่อพื้นบ้านผูกหินชนิดนี้ไว้กับความแข็งแรงของร่างกายและการไหลเวียนของน้ำเหลือง
• ตามคติโบราณเชื่อว่าช่วยประคองความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยเฉพาะกับคนที่ความดันค่อนข้างต่ำ
• ถูกพกเป็นเครื่องรางกันของไม่ดีและสายตาริษยามาหลายศตวรรษ เพราะลวดลายที่สะดุดตาจะรับสิ่งไม่ดีไว้ก่อน
• ด้วยพลังที่อบอุ่นและมีชีวิตชีวา เชื่อกันว่าช่วยให้มองเห็นแง่ดีของเหตุการณ์ในวันที่ใจห่อเหี่ยว
• มีความเชื่อว่าเด็กที่พกอาเกตไว้ในกระเป๋าจะใจเย็นลงและมีเรื่องกระทบกระทั่งกับเพื่อนน้อยลง
• ตามธรรมเนียมถือกันว่าเป็นหินแห่งความเบิกบานและความสงบภายในใจ
อาเกตเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในทางโลก ตามความเชื่อดั้งเดิมถือว่าช่วยกันพลังลบและเรียกความกล้าที่หายไปให้กลับคืนมา คนทำการค้ามักพกไว้ต่ำกว่าระดับเอว เช่น ในกระเป๋ากางเกง ส่วนรูปแบบแหวนเชื่อกันว่าเสริมความมั่นใจได้ดีเป็นพิเศษ ผู้ที่นิยมหินชนิดนี้ส่วนใหญ่คือคนที่มองหาความมั่นคง ความสงบ และความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้สรรพคุณที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 6.5 - 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.60 - 2.64
จักระ: จักระราก, จักระสะดือ, จักระหัวใจ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
อเมทิสต์คือควอตซ์สายพันธุ์สีม่วง และเป็นหนึ่งในหินประดับที่คนทั่วโลกจดจำได้ง่ายที่สุด สีของมันไล่ตั้งแต่ม่วงลาเวนเดอร์อ่อน ๆ ไปจนถึงม่วงเข้มจัดคล้ายสีไวน์ ซึ่งเกิดจากธาตุเหล็กปริมาณเล็กน้อยที่ปนอยู่ในผลึก ชื่อของหินมาจากภาษากรีก มีความหมายทำนองว่าไม่มึนเมา เพราะในนิทานเก่าแก่มีการเล่าว่าหินชนิดนี้ปกป้องผู้ถือครองจากฤทธิ์ของเหล้าองุ่น
อเมทิสต์ถูกขุดพบได้ในหลายทวีป และมีชื่อทางการค้าต่างกันไปตามเฉดสีกับแหล่งกำเนิด แหล่งสำคัญได้แก่ บราซิล อุรุกวัย โบลิเวีย อาร์เจนตินา รัสเซีย แซมเบีย และนามิเบีย เนื้อหินทนทานพอที่จะสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้สบาย จึงถูกนำไปทำแหวน จี้ กำไล และของตกแต่งบ้านมานานหลายศตวรรษ ข้อควรระวังอย่างเดียวคือสีของมันจะซีดลงถ้าตากแดดจัดนาน ๆ
ในตำราหิน อเมทิสต์ถูกอธิบายว่าเป็นผลึกที่ให้พลังสองด้านพร้อมกัน คือทั้งปลุกเร้าและทำให้ใจนิ่ง เชื่อกันว่าช่วยเติมแรง หนุนอารมณ์แจ่มใส และสร้างความสงบภายใน คนจึงนิยมพกติดตัวทั้งวันโดยเฉพาะในที่ทำงานที่กดดัน ตามความเชื่อดั้งเดิม เครื่องประดับอเมทิสต์ควรได้สัมผัสผิว ส่วนก้อนดิบที่ยังไม่เจียระไนมักตั้งไว้ในบ้านหรือมุมทำงาน และควรทำความสะอาดพลังของหินเป็นระยะ วิธีที่คนโบราณใช้คือฝังในดินแห้งหนึ่งคืน หรือแช่ในน้ำสะอาดช่วงสั้น ๆ ก้อนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ก็ควรทำแบบนี้ก่อนใช้ครั้งแรก
คุณสมบัติของอเมทิสต์ตามความเชื่อ
• ตามคติโบราณเชื่อว่าเป็นเกราะกันพลังลบจากสภาพแวดล้อมรอบตัว
• ธรรมเนียมเก่าเล่าว่าช่วยผ่อนความล้าของดวงตาที่ใช้งานหนัก
• คนสมัยก่อนเชื่อว่าหินนี้ระบายประจุไฟฟ้าส่วนเกินออกจากร่างกาย
• เชื่อกันว่าหนุนความคิดที่แจ่มชัดและความว่องไวของสมอง
• ในตำราหินถือว่าเป็นมิตรของหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด
• ตามความเชื่อพื้นบ้านกล่าวว่าช่วยกระบวนการฟอกเลือดตามธรรมชาติของร่างกาย
• บันทึกเก่าแนะนำหินชนิดนี้กับผู้ที่มีปัญหาภูมิแพ้เรื้อรัง
• เชื่อกันว่าช่วยระงับโทสะและกำกับปฏิกิริยาที่รุนแรงเกินไปให้เบาลง
• มีการกล่าวถึงหินนี้ว่าคลายความตึงเครียดที่กดทับใจอยู่
• ตามธรรมเนียมถือว่าเติมพลังและความอยากลงมือทำสิ่งต่าง ๆ
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความสงบภายในและอารมณ์ที่ปลอดโปร่ง
• เมื่อสวมใส่ทุกวัน เชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางกันสายตาริษยาและพลังไม่ดีจากผู้อื่น
• ในรูปของก้อนดิบ ตำราเก่าว่าจะดูดซับพลังไม่ดีของห้องเอาไว้และคายพลังดีออกมาแทน
• ตามความเชื่อดั้งเดิมนิยมวางคู่กับโรสควอตซ์ เพราะเชื่อว่าจะหนุนพลังของหินทั้งสองให้เด่นขึ้น
อเมทิสต์เป็นสัญลักษณ์ของสติที่ตื่นรู้ ความพอดี และความสงบ คนที่หันมาหาหินชนิดนี้มักเป็นผู้ที่ต้องการช่วงเวลาสงบท่ามกลางความเร่งรีบ ผู้ที่ทำงานในที่ที่กดดัน และผู้ที่อยากมีหินซึ่งให้พลังนุ่มนวลเป็นระเบียบไว้ข้างกาย ข้อมูลการใช้งานทั้งหมดข้างต้นมาจากความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.65
จักระ: จักระตาที่สาม, จักระมงกุฎ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม อย่าวางกลางแดดจัดเป็นเวลานาน เพราะสีจะซีดลง
อะเวนจูรีนเป็นควอตซ์อีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่พบบ่อยที่สุดคือเฉดสีเขียว ส่วนสีฟ้าและสีส้มจะหายากกว่า คนทั่วไปจึงมักเรียกก้อนสีเขียวสั้น ๆ ว่าอะเวนจูรีนเฉย ๆ เนื้อแร่มีลักษณะเป็นเม็ดละเอียดและมีประกายระยิบเบา ๆ ซึ่งเกิดจากแร่ชิ้นเล็ก ๆ ที่กระจายตัวอยู่ภายใน ทำให้เวลาพลิกหินไปมาจะเห็นแสงวิบวับเคลื่อนตามมุมมอง
ชื่อของหินมาจากภาษาอิตาลีและมีที่มาจากความบังเอิญ เพราะโรงเป่าแก้วแห่งหนึ่งในเวนิสเคยทำแก้วที่มีประกายคล้ายกันนี้ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ อะเวนจูรีนถูกใช้ในงานเครื่องประดับมานาน ความแข็งของมันใกล้เคียงกับหยกและโรสควอตซ์ จึงทนต่อการสวมใส่ทุกวันได้ดีพอสมควร
ในตำราหิน อะเวนจูรีนถูกจัดเป็นหินของความสมดุลทางอารมณ์และอารมณ์ดี ตามความเชื่อเก่ากล่าวว่าจะให้ผลชัดที่สุดเมื่อสวมไว้ใกล้หัวใจโดยหันด้านเรียบเข้าหาผิว ส่วนก้อนที่มีปลายแหลมให้ตั้งปลายชี้ขึ้นด้านบน เชื่อกันว่าหินชนิดนี้เข้ากับผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองติดอยู่ในกรอบเดิม ๆ และนิสัยเก่าที่สลัดไม่หลุด
คุณสมบัติของอะเวนจูรีนตามความเชื่อ
• ในตำราหินถือว่าเป็นมิตรของหัวใจและการไหลเวียนเลือดที่ราบรื่น
• เชื่อกันว่าเติมกำลังวังชาและความกระตือรือร้นที่จะลงมือทำ
• บันทึกเก่าแนะนำหินนี้กับผู้ที่ข่มตาหลับได้ยากในตอนกลางคืน
• ตามความเชื่อกล่าวว่าช่วยลดความหงุดหงิดและประคองใจในช่วงที่รู้สึกหม่นหมอง
• มีการยกให้เป็นเครื่องรางกันสายตาริษยาและพลังไม่เป็นมิตรจากรอบข้าง
• ถูกพกเป็นหินนำโชคและหินที่ทำให้เรื่องต่าง ๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีมาหลายชั่วอายุคน
• ธรรมเนียมพื้นบ้านผูกหินนี้กับความอ่อนโยนต่อผู้อื่นและการปฏิเสธอย่างสุภาพ
• เชื่อกันว่าปลอบใจผู้ที่ผ่านเรื่องหนักมาแล้วอยากกลับมาไว้ใจคนอีกครั้ง
• ได้ชื่อว่าเป็นหินของมุมมองใหม่ ตามความเชื่อว่าช่วยให้มองเห็นทางเลือกที่ยังไม่เคยเห็น
• ตามคติโบราณเชื่อว่าเพิ่มความกล้าเวลาต้องรับความท้าทายที่ไม่คุ้นเคย
• ในความเชื่อพื้นบ้านกล่าวว่าช่วยให้ผ่อนคลายหลังวันที่เหน็ดเหนื่อยและใจกลับมานิ่ง
• ตำราเก่าเล่าว่าเหมาะกับผู้ที่กำลังเริ่มต้นอะไรบางอย่างใหม่ในชีวิต
• ตามธรรมเนียมถือว่าเป็นหินที่ทำให้มองโลกด้วยความหวังมากกว่าความกังวล
อะเวนจูรีนเป็นสัญลักษณ์ของความสงบ ความหวัง และการเปิดใจรับสิ่งใหม่ ผู้ที่นิยมหินชนิดนี้ส่วนใหญ่คือคนที่กำลังตามหาความสมดุลภายใน และคนที่อยากมีหินซึ่งถูกยกให้เป็นของนำโชคมาแต่โบราณไว้ข้างกาย สรรพคุณทั้งหมดที่เล่ามาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมที่สืบต่อกันมา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.64 - 2.69
จักระ: จักระหัวใจ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
มูนสโตนหรือหินพระจันทร์เป็นหินที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อารยธรรมยุคแรก ๆ โดยเฉพาะชาวโรมันที่ชอบนำมาทำเครื่องประดับ สีของมันมีทั้งขาวขุ่นคล้ายน้ำนม ส้มอ่อน และฟ้าจาง ๆ เนื้อหินส่วนใหญ่โปร่งแสง เมื่อกระทบแสงจะปรากฏประกายฟ้าเงินวิ่งอยู่ใต้ผิว ทำให้หินดูเหมือนเรืองแสงออกมาจากข้างใน ส่วนสายพันธุ์เรนโบว์จะเหลือบหลายสีพร้อมกัน
ชื่อของหินมาจากความเชื่อเก่าแก่ที่ว่ามันสะท้อนแสงของดวงจันทร์ มูนสโตนไม่ใช่แร่ที่แข็งนัก อีกทั้งแตกร้าวได้ง่ายเมื่อถูกกระแทก จึงต้องดูแลอย่างนุ่มนวลและไม่ควรนำไปแช่น้ำ แหล่งที่ขึ้นชื่อที่สุดอยู่ในบราซิล มาดากัสการ์ ศรีลังกา พม่า แทนซาเนีย และเม็กซิโก
ในตำราหิน มูนสโตนถูกอธิบายว่ามีพลังนุ่มนวลและชวนให้ใจสงบ เชื่อกันว่าช่วยจัดระเบียบความรู้สึกที่พันกันยุ่งและทำให้ความสมดุลภายในกลับคืนมา คนจึงนิยมสวมไว้ใกล้ตัว คนโบราณผูกหินชนิดนี้ไว้กับจักระสะดือ จักระตาที่สาม และจักระมงกุฎ และมักเลือกใส่ในช่วงที่ชีวิตกำลังเปลี่ยนผ่านจากบทหนึ่งไปสู่อีกบทหนึ่ง
คุณสมบัติของมูนสโตนตามความเชื่อ
• ตามความเชื่อกล่าวว่าคลายความตึงในใจและทำให้ยอมรับความรู้สึกของตัวเองได้ง่ายขึ้น
• ธรรมเนียมเก่าถือว่าช่วยระงับปฏิกิริยาที่รุนแรงและความกระวนกระวาย
• ในตำราหินระบุว่าทำให้ไวต่อความรู้สึกของคนรอบข้างและปรองดองกันได้ง่าย
• คนสมัยก่อนเชื่อว่าลดอัตตาลงและสอนให้อ่อนน้อม
• เชื่อกันว่าหนุนความเห็นอกเห็นใจ และทำให้ผู้สวมใส่ดูมีเสน่ห์ขึ้น
• สำหรับคู่รัก ตำราเก่าว่าช่วยเติมความอ่อนโยนและความรู้สึกดี ๆ ระหว่างกัน
• ตามความเชื่อกล่าวว่าทำให้สัญชาตญาณคมขึ้นและพูดคุยกันได้ราบรื่น
• คนที่รู้สึกว่าตัวเองดวงไม่ดีมักหันมาหาหินชนิดนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว
• ตามคติโบราณถือว่ากันสายตาริษยาและของไม่ดีได้
• ในธรรมเนียมพื้นบ้าน ผู้หญิงนิยมสวมเพื่อให้รอบเดือนมาเป็นปกติ
• เชื่อกันว่าบรรเทาอาการปวดเมื่อยและตะคริวที่ขาได้บ้าง
• บันทึกเก่าเล่าว่าช่วยผ่อนความเจ็บปวดในช่วงคลอดบุตร
• นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าช่วยควบคุมความอยากอาหารที่มากเกินไป
• ตามความเชื่อดั้งเดิมถือว่าเป็นหินคู่ใจของผู้ที่ต้องเดินทางในเวลากลางคืน
มูนสโตนเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนไหว ความสงบภายใน และวงจรที่หมุนเวียนของธรรมชาติ ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้มักเป็นคนที่ให้ค่ากับความละมุนละไมและกำลังมองหาความสมดุลทางอารมณ์ สรรพคุณที่กล่าวมาข้างต้นเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 6 - 6.5
โครงสร้างทางเคมี: KAlSi₃O₈
ความถ่วงจำเพาะ: 2.56 - 2.59
จักระ: จักระสะดือ, จักระตาที่สาม, จักระมงกุฎ
การดูแล: เช็ดด้วยผ้านุ่มแล้วเช็ดให้แห้งทันที หินนี้แตกร้าวและบิ่นง่าย ให้เก็บให้พ้นการกระแทก การเปลี่ยนอุณหภูมิกะทันหัน และเครื่องล้างด้วยไอน้ำหรือคลื่นเสียงความถี่สูง
ไข่มุกเป็นอัญมณีที่เติบโตอยู่ภายในสัตว์ที่ยังมีชีวิต เมื่อสิ่งแปลกปลอมชิ้นจิ๋วเล็ดลอดเข้าไปในหอยนางรมหรือหอยกาบ หอยจะเคลือบมันด้วยชั้นมุกบาง ๆ ซึ่งเป็นสารแวววาวชนิดเดียวกับที่บุผิวด้านในเปลือก และผ่านไปไม่กี่ปีก็กลายเป็นเม็ดกลมเกลี้ยงเปล่งประกาย เพราะเป็นสารอินทรีย์ที่สร้างขึ้นทีละชั้น ไข่มุกจึงไม่ส่องประกายแบบหินเจียระไน แต่ให้ความเงางามนุ่มลึกที่ดูเหมือนส่องออกมาจากข้างใน
ปัจจุบันไข่มุกธรรมชาติหายากมาก ไข่มุกที่ขายกันอยู่เกือบทั้งหมดเป็นไข่มุกเลี้ยง หมายความว่าผู้เพาะเลี้ยงเป็นคนใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในเปลือกเอง แล้วปล่อยให้หอยทำส่วนที่เหลือ ชนิดหลัก ๆ ได้แก่ไข่มุกอาโกย่าจากญี่ปุ่นและจีนซึ่งกลมและขาวสว่าง ไข่มุกน้ำจืดจากทะเลสาบและแม่น้ำในจีนซึ่งมีหลายรูปทรงและสีอ่อนนุ่ม ไข่มุกตาฮิติซึ่งมีสีเทาเข้ม เขียว หรือดำตามธรรมชาติ และไข่มุกทะเลใต้จากออสเตรเลียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเม็ดใหญ่และเป็นสีขาวหรือสีทอง อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งไข่มุกธรรมชาติหลักของโลกมานานหลายพันปี จนกระทั่งไข่มุกเลี้ยงเปลี่ยนวงการค้านี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ
ไข่มุกเป็นของล้ำค่าในกรุงโรมโบราณ สร้อยคอเส้นเดียวก็อาจมีมูลค่าเท่าทรัพย์สมบัติก้อนโต เรื่องเล่าเก่า ๆ หลายเรื่องเรียกไข่มุกว่าน้ำตาหรือหยดแสงจันทร์ที่ตกลงสู่ทะเล และในอินเดียไข่มุกเป็นหินแห่งดวงจันทร์มาช้านาน ในหลายวัฒนธรรมมีการสวมไข่มุกในงานแต่งงาน และมันเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ ความภักดี และหัวใจที่สงบ
คุณสมบัติของไข่มุกตามความเชื่อ
• ตามธรรมเนียมเรียกกันว่าหินแห่งดวงจันทร์และท้องทะเล
• ความเชื่อพื้นบ้านถือว่าช่วยปลอบความรู้สึกที่รุนแรง ทำให้อารมณ์เงียบลงและนิ่งขึ้น
• บันทึกเก่ากล่าวว่าเคยมอบให้เจ้าสาวเป็นของขวัญ เพื่ออวยพรให้ชีวิตแต่งงานอ่อนโยนและซื่อสัตย์ต่อกัน
• ว่ากันว่านำปัญญาที่ค่อย ๆ เติบโตจากประสบการณ์มาให้ เหมือนไข่มุกที่เติบโตจากสิ่งที่ระคายเคือง
• เรื่องเล่าตามธรรมเนียมผูกมันกับความบริสุทธิ์ ความถ่อมตน และความจริงใจ
• ในตำราหินเชื่อกันว่าปลอบคนที่รู้สึกเจ็บช้ำและอยากถอยออกจากผู้คน
• มีชื่อเสียงมาช้านานว่าเป็นเครื่องรางคุ้มครองกะลาสีและนักดำน้ำ
• ความเชื่อทั่วไปโยงมันกับน้ำตาของดวงจันทร์และสัญชาตญาณที่ลึกและเงียบ
• นักเขียนรุ่นเก่าแนะนำหินนี้กับทุกคนที่ต้องประคองหัวใจอ่อนไหวให้ทนผ่านช่วงเวลายากลำบาก
• เชื่อกันว่าส่งเสริมความอดทน เพราะไข่มุกเร่งให้เสร็จเร็วไม่ได้
• ธรรมเนียมพื้นบ้านถือว่าเป็นหินแห่งโชคดีในความรักและชีวิตครอบครัว
• ในหลายวัฒนธรรมบรรดาแม่สวมไว้เพื่อคุ้มครองลูก
• ตามความเชื่อดั้งเดิม เมื่อสวมหรือเก็บไว้ใกล้ตัวจะนำความสงบมาสู่บ้าน
• ว่ากันว่าเพิ่มความสง่างามและความมั่นใจแบบเงียบ ๆ
ไข่มุกเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ สัญชาตญาณ และความงามที่เติบโตจากบาดแผล เหมาะกับคนที่ให้ค่ากับความนุ่มนวลมากกว่าประกายวิบวับ คนที่หลงใหลดวงจันทร์และท้องทะเล และคนที่อยากได้อัญมณีที่มีแสงอ่อนโยนราวกับมีชีวิต สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 2.5 - 4.5
โครงสร้างทางเคมี: CaCO₃ (อะราโกไนต์), คอนไคโอลิน
ความถ่วงจำเพาะ: 2.60 - 2.85
จักระ: จักระสะดือ, จักระตาที่สาม
การดูแล: เช็ดด้วยผ้านุ่มที่ชื้นเล็กน้อยทุกครั้งหลังสวมใส่ แล้วปล่อยให้แห้งโดยวางราบ เก็บให้พ้นน้ำหอม สเปรย์ฉีดผม กรด และคลอรีน และไม่ควรใช้เครื่องล้างด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
คริสตัลควอตซ์คือควอตซ์ชนิดไร้สีและโปร่งใส ซึ่งควอตซ์เป็นแร่ที่พบได้ทั่วไปจนกล่าวได้ว่ามีอยู่ในหินแทบทุกมุมโลก ผลึกของมันแข็งและแน่น ก่อตัวเป็นแท่งหกเหลี่ยมที่มักจบด้วยยอดแหลม บางครั้งภายในผลึกจะมีหยดน้ำถูกกักไว้ตั้งแต่ตอนก่อตัว และจะไหลออกมาก็ต่อเมื่อหินถูกผ่าเท่านั้น
คำว่าควอตซ์อันที่จริงครอบคลุมตระกูลหินขนาดใหญ่ ไม่ใช่แร่ชนิดเดียว สายพันธุ์ที่โดดเด่นในตระกูลนี้ค่อย ๆ ได้ชื่อเรียกเฉพาะของตัวเองไป เช่น อเมทิสต์ ซิทริน เฮลิโอโทรป และคริโซเพรส คริสตัลควอตซ์อยู่คู่กับพิธีกรรม ความเชื่อ และการแพทย์พื้นบ้านมาตั้งแต่ยุคโบราณ บางวัฒนธรรมยังนำมาใช้ในพิธีขอฝนด้วย ปัจจุบันมันยังมีบทบาททางเทคนิคอย่างกว้างขวาง ทั้งในวงการอิเล็กทรอนิกส์ นาฬิกา ทันตกรรม และการผลิตแก้ว ผงซักฟอก รวมถึงหลอดไฟ
ในบันทึกเก่าว่าด้วยหิน คริสตัลควอตซ์ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของพลังและความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ เชื่อกันว่ามันปล่อยให้พลังจากรอบข้างผ่านเข้ามาแล้วขยายให้แรงขึ้นราวกับเลนส์ กระจายความตึงที่สะสมอยู่รอบตัวคน พร้อมกับจัดระเบียบและเก็บสิ่งดี ๆ ไว้ ตำราโบราณกล่าวว่ามันรวบรวมพลังของทั้งโลกไว้ในตัวเอง เพื่อให้ผู้ที่ถือครองได้ดึงมาใช้ คนส่วนใหญ่นิยมกำไว้ในมือระหว่างนั่งสมาธิ สวมเป็นจี้ หรือวางไว้ในห้องที่ต้องการความคิดที่โปร่งใส
คุณสมบัติของคริสตัลควอตซ์ตามความเชื่อ
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งสมดุลทางอารมณ์ ตามธรรมเนียมจึงหยิบมาใช้ในช่วงที่ใจโคลงเคลง
• ตามความเชื่อกล่าวว่ากระตุ้นการทำงานของสมองและหนุนความคิดที่แจ่มชัด
• เชื่อกันว่าเสริมสมาธิและช่วยให้จดจ่อกับงานตรงหน้าได้นานขึ้น
• ธรรมเนียมเก่าถือว่าเป็นเกราะกันอาการหมดแรงกะทันหัน
• มีความเชื่อว่ามันรวบรวมคลื่นจากอุปกรณ์อย่างโทรศัพท์หรือวิทยุ คนจึงวางไว้ใกล้ ๆ เครื่องเหล่านั้น
• เมื่อสวมไว้ใต้เสื้อผ้าให้สัมผัสผิว ตามธรรมเนียมเชื่อว่ากันพลังไม่ดีจากคนรอบข้าง
• เมื่ออยู่ท่ามกลางคนที่หวังดี ตำราแนะนำให้สวมไว้ด้านนอก เพราะเชื่อว่าจะเก็บพลังดีของพวกเขาไว้
• ในความเชื่อพื้นบ้านถือเป็นเครื่องรางกันของไม่ดีและสายตาริษยา
• บันทึกเก่าเล่าว่าบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความเครียด
• ตามธรรมเนียมกล่าวว่าหนุนระบบย่อยอาหารให้ทำงานเป็นปกติ
• เชื่อกันว่าส่งผลดีต่อการไหลเวียนของเลือด
• เคยถูกแนะนำสำหรับผู้ที่ใช้สายตาหนักและมีอาการตาล้า
• ได้ชื่อว่าเป็นหินที่ชำระความตึงเครียดที่สะสมอยู่ในพื้นที่ให้เบาบางลง
• เชื่อกันว่าขยายกำลังของความคิดและความตั้งใจ จึงเป็นเพื่อนคู่กายของการฝึกสมาธิ
คริสตัลควอตซ์เป็นสัญลักษณ์ของความกระจ่าง พลังภายใน และความลี้ลับของธรรมชาติ ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้มักเป็นคนที่ตามหาความสงบของจิตใจและอยากป้องกันตัวเองจากสิ่งเร้าที่มากเกินไป ผู้ที่ฝึกสมาธิ รวมถึงคนรักแร่ธาตุที่ยังยกให้มันเป็นหนึ่งในหินที่มีค่าที่สุดเสมอ สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.65
จักระ: จักระมงกุฎ, จักระตาที่สาม
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
ทับทิมเป็นหนึ่งในอัญมณีที่ได้รับการยกย่องสูงที่สุด ในอินเดียมีการเรียกขานมันว่าราชาแห่งหินมาหลายศตวรรษ ในแง่ความแข็งมันเป็นรองเพียงเพชรเท่านั้น จึงทนต่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม สีของทับทิมครอบคลุมเฉดแดงทั้งหมด ตั้งแต่ชมพูสว่างและม่วงแดง ไปจนถึงแดงเข้มที่เหลือบน้ำตาล สีอันเป็นเอกลักษณ์นี้เกิดจากธาตุโครเมียมที่แทรกอยู่ในโครงสร้างของแร่
ในสภาพดิบ ทับทิมมักดูธรรมดาจนคาดไม่ถึง แต่เมื่อผ่านการเจียระไนแล้วกลับเปล่งประกายได้ใกล้เคียงกับเพชร วงการเครื่องประดับใช้มันมานาน โดยเฉพาะในแหวน สร้อยคอ ต่างหู และกำไล และนักสะสมก็ยกให้เป็นหนึ่งในหินที่มีค่าที่สุดในคอลเลกชัน ทับทิมยังมีที่ทางในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีด้วย เพราะเลเซอร์เครื่องแรกที่ทำงานได้จริงถูกสร้างขึ้นจากผลึกทับทิม ซึ่งทำให้ชื่อของมันดังไกลออกไปนอกวงการอัญมณี
ในตำราหิน ทับทิมถูกอธิบายว่ามีพลังร้อนแรงและปลุกเร้า เชื่อกันว่ามอบความรู้สึกเป็นอิสระและความคึกคักภายใน หนุนความกล้า ภาวะผู้นำ และความรื่นรมย์ในชีวิต ส่วนสีแดงสดของมันตามความเชื่อว่าเสริมกำลังวังชาให้แข็งแรง เมื่อสวมไว้ใกล้ตัวก็เชื่อกันว่าเพิ่มความมั่นใจและทำให้พูดถึงความรู้สึกได้อย่างเปิดเผย
คุณสมบัติของทับทิมตามความเชื่อ
• บันทึกโบราณกล่าวว่าเสริมภูมิต้านทานตามธรรมชาติของร่างกาย
• ตามธรรมเนียมใช้กระตุ้นการไหลเวียนเลือดและเติมแรงหลังช่วงเวลาที่อ่อนล้า
• ตามความเชื่อว่าช่วยรักษาความพอดีในเรื่องกามารมณ์และปรับความตื่นตัวที่มากเกินไปให้สมดุล
• เชื่อกันว่าผลักดันให้ผู้สวมใส่ซื่อตรงทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่น
• มีการกล่าวว่าทำให้แสดงตัวตนได้อย่างอิสระโดยไม่คอยเกรงสายตาคนอื่น
• เชื่อกันว่าเสริมความมั่นใจและความกล้าในการตัดสินใจ
• ตามธรรมเนียมถือเป็นหินแห่งภาวะผู้นำ ความอึด และความสม่ำเสมอในการลงมือทำ
• เชื่อกันว่าช่วยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองและกรอบความคิดเดิม ๆ
• ตามความเชื่อว่าหนุนการเติบโตทางจิตใจและความรู้สึกเป็นสุข
• คนสมัยก่อนเชื่อว่าปลดปล่อยความเสียใจและการโทษตัวเองที่ค้างคาอยู่
• เชื่อกันว่าเปิดใจให้รับความรักที่ไม่มีเงื่อนไขและความผูกพันที่ลึกซึ้ง
• ในตำราหินถือว่าสอนให้เข้าใจและอดทนต่อความต่างของผู้อื่น
• ถูกสวมเป็นเครื่องรางกันสายตาริษยามาหลายศตวรรษ และเชื่อว่าเสริมสัญชาตญาณด้วย
• สำหรับผู้ที่เหนื่อยล้าและหมดไฟ ตามธรรมเนียมว่าจะคืนความอยากลงมือทำให้กลับมา
ทับทิมเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต ความกล้า และความจริงใจของความรู้สึก ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้ส่วนใหญ่คือคนที่อยากเสริมความมั่นใจ อยากเรียกไฟในการทำงานกลับคืน หรืออยากแสดงความเป็นตัวของตัวเองให้ชัดขึ้น นอกจากนี้ยังถูกสวมในฐานะหินแห่งความรักและความซื่อสัตย์ จึงมักปรากฏในเครื่องประดับที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 9
โครงสร้างทางเคมี: Al₂O₃
ความถ่วงจำเพาะ: 3.97 - 4.05
จักระ: จักระราก, จักระหัวใจ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
มรกตคือเบริลสายพันธุ์สีเขียว และเป็นหนึ่งในอัญมณีที่มีค่าที่สุดของโลก สิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นคือสีเขียวเข้มอิ่มลึก เพราะสำหรับมรกตแล้วสีคือปัจจัยหลักที่กำหนดราคา มันหักเหแสงได้น้อยกว่าเพชร จึงไม่เปล่งประกายวิบวับเท่า แต่สีของมันสร้างความประทับใจได้ในแบบของตัวเอง
มรกตก่อตัวขึ้นในสายแร่ร่วมกับแคลไซต์และไพไรต์ ผลึกที่สะอาดหมดจดจึงหายากมาก เพราะเกือบทุกก้อนจะมีแร่อื่นแทรกอยู่ภายใน ก้อนที่ไม่มีรอยร้าวให้เห็นจึงมีราคาสูงที่สุด เนื้อของมันทนรอยขีดข่วนได้ดี แต่รอยแตกเล็ก ๆ ภายในทำให้เปราะเมื่อถูกกระแทก ด้วยเหตุนี้จึงมีธรรมเนียมการอาบน้ำมันมรกต โดยน้ำมันใสจะแทรกเข้าไปเติมรอยร้าวจิ๋ว ทำให้เนื้อดูสะอาดขึ้นและสีเด่นเต็มที่ ผลข้างเคียงคือมรกตห้ามล้างด้วยน้ำร้อนหรือเครื่องอัลตราโซนิกโดยเด็ดขาด เพราะน้ำมันจะหลุดออกและรอยร้าวจะปรากฏขึ้นมา
ก้อนที่งดงามที่สุดมาจากโคลอมเบีย ส่วนเหมืองแห่งแรกเปิดดำเนินการตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ มรกตประดับอยู่บนเครื่องราชูปโภคมาหลายศตวรรษ ตามธรรมเนียมตะวันตกถือเป็นหินประจำเดือนพฤษภาคม และในหลายประเทศยังนิยมมอบเป็นของขวัญครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบห้า
คุณสมบัติของมรกตตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าเสริมภูมิต้านทานตามธรรมชาติของร่างกาย
• ธรรมเนียมผูกหินนี้ไว้กับการปลอบประสาทและการคลายความตึงเครียด
• ตามความเชื่อโบราณว่าส่งผลดีต่อหัวใจและการไหลเวียนเลือด
• บันทึกเก่าแนะนำหินนี้กับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพปอดและการหายใจ
• เชื่อกันว่าหนุนการทำงานของไตและกระบวนการชำระของเสียในร่างกาย
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งมิตรภาพ เพราะเชื่อว่ากระชับความสัมพันธ์ที่จริงใจให้ยืนยาว
• ตามธรรมเนียมถือว่าคุ้มครองชีวิตคู่และความซื่อสัตย์ระหว่างกัน
• มีการกล่าวว่านำความปรองดองและความอบอุ่นมาสู่ความสัมพันธ์ในครอบครัว
• เชื่อกันว่าเสริมความรู้สึกภูมิใจและพอใจในสิ่งที่ทำสำเร็จมาแล้ว
• ตามความเชื่อว่าปลดความรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอออกไป
• ถูกเรียกว่าหินแห่งความกตัญญู เพราะสอนให้มองเห็นสิ่งดี ๆ รอบตัว
• เชื่อกันว่าเปิดหัวใจให้รับความรักและเติมความรื่นรมย์ในชีวิต
• ตามธรรมเนียมถือเป็นหินแห่งความมั่งคั่งที่สงบและความรู้สึกปลอดภัย
มรกตเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความรักที่สุกงอม และความสามารถที่จะมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้มักเป็นคนที่ให้ค่ากับความกลมเกลียวในครอบครัวและความสัมพันธ์ รวมถึงคนที่กำลังมองหาความมั่นใจแบบสงบนิ่ง สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7.5 - 8
โครงสร้างทางเคมี: Be₃Al₂Si₆O₁₈
ความถ่วงจำเพาะ: 2.67 - 2.78
จักระ: จักระหัวใจ
การดูแล: อย่าแช่น้ำ เช็ดให้แห้งหลังสวมใส่ และเก็บให้ห่างจากความร้อน