อเมทิสต์คือควอตซ์สายพันธุ์สีม่วง และเป็นหนึ่งในหินประดับที่คนทั่วโลกจดจำได้ง่ายที่สุด สีของมันไล่ตั้งแต่ม่วงลาเวนเดอร์อ่อน ๆ ไปจนถึงม่วงเข้มจัดคล้ายสีไวน์ ซึ่งเกิดจากธาตุเหล็กปริมาณเล็กน้อยที่ปนอยู่ในผลึก ชื่อของหินมาจากภาษากรีก มีความหมายทำนองว่าไม่มึนเมา เพราะในนิทานเก่าแก่มีการเล่าว่าหินชนิดนี้ปกป้องผู้ถือครองจากฤทธิ์ของเหล้าองุ่น
อเมทิสต์ถูกขุดพบได้ในหลายทวีป และมีชื่อทางการค้าต่างกันไปตามเฉดสีกับแหล่งกำเนิด แหล่งสำคัญได้แก่ บราซิล อุรุกวัย โบลิเวีย อาร์เจนตินา รัสเซีย แซมเบีย และนามิเบีย เนื้อหินทนทานพอที่จะสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้สบาย จึงถูกนำไปทำแหวน จี้ กำไล และของตกแต่งบ้านมานานหลายศตวรรษ ข้อควรระวังอย่างเดียวคือสีของมันจะซีดลงถ้าตากแดดจัดนาน ๆ
ในตำราหิน อเมทิสต์ถูกอธิบายว่าเป็นผลึกที่ให้พลังสองด้านพร้อมกัน คือทั้งปลุกเร้าและทำให้ใจนิ่ง เชื่อกันว่าช่วยเติมแรง หนุนอารมณ์แจ่มใส และสร้างความสงบภายใน คนจึงนิยมพกติดตัวทั้งวันโดยเฉพาะในที่ทำงานที่กดดัน ตามความเชื่อดั้งเดิม เครื่องประดับอเมทิสต์ควรได้สัมผัสผิว ส่วนก้อนดิบที่ยังไม่เจียระไนมักตั้งไว้ในบ้านหรือมุมทำงาน และควรทำความสะอาดพลังของหินเป็นระยะ วิธีที่คนโบราณใช้คือฝังในดินแห้งหนึ่งคืน หรือแช่ในน้ำสะอาดช่วงสั้น ๆ ก้อนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ก็ควรทำแบบนี้ก่อนใช้ครั้งแรก
คุณสมบัติของอเมทิสต์ตามความเชื่อ
• ตามคติโบราณเชื่อว่าเป็นเกราะกันพลังลบจากสภาพแวดล้อมรอบตัว
• ธรรมเนียมเก่าเล่าว่าช่วยผ่อนความล้าของดวงตาที่ใช้งานหนัก
• คนสมัยก่อนเชื่อว่าหินนี้ระบายประจุไฟฟ้าส่วนเกินออกจากร่างกาย
• เชื่อกันว่าหนุนความคิดที่แจ่มชัดและความว่องไวของสมอง
• ในตำราหินถือว่าเป็นมิตรของหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด
• ตามความเชื่อพื้นบ้านกล่าวว่าช่วยกระบวนการฟอกเลือดตามธรรมชาติของร่างกาย
• บันทึกเก่าแนะนำหินชนิดนี้กับผู้ที่มีปัญหาภูมิแพ้เรื้อรัง
• เชื่อกันว่าช่วยระงับโทสะและกำกับปฏิกิริยาที่รุนแรงเกินไปให้เบาลง
• มีการกล่าวถึงหินนี้ว่าคลายความตึงเครียดที่กดทับใจอยู่
• ตามธรรมเนียมถือว่าเติมพลังและความอยากลงมือทำสิ่งต่าง ๆ
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความสงบภายในและอารมณ์ที่ปลอดโปร่ง
• เมื่อสวมใส่ทุกวัน เชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางกันสายตาริษยาและพลังไม่ดีจากผู้อื่น
• ในรูปของก้อนดิบ ตำราเก่าว่าจะดูดซับพลังไม่ดีของห้องเอาไว้และคายพลังดีออกมาแทน
• ตามความเชื่อดั้งเดิมนิยมวางคู่กับโรสควอตซ์ เพราะเชื่อว่าจะหนุนพลังของหินทั้งสองให้เด่นขึ้น
อเมทิสต์เป็นสัญลักษณ์ของสติที่ตื่นรู้ ความพอดี และความสงบ คนที่หันมาหาหินชนิดนี้มักเป็นผู้ที่ต้องการช่วงเวลาสงบท่ามกลางความเร่งรีบ ผู้ที่ทำงานในที่ที่กดดัน และผู้ที่อยากมีหินซึ่งให้พลังนุ่มนวลเป็นระเบียบไว้ข้างกาย ข้อมูลการใช้งานทั้งหมดข้างต้นมาจากความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.65
จักระ: จักระตาที่สาม, จักระมงกุฎ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม อย่าวางกลางแดดจัดเป็นเวลานาน เพราะสีจะซีดลง
โกเมนเป็นอัญมณีที่มีหลายเฉดสี พบได้ทั้งแบบโปร่งใสและทึบแสง สายพันธุ์ที่คุ้นตาที่สุดคือสีแดง แต่จริง ๆ แล้วสีของมันไล่ตั้งแต่แดงเข้มจัด ผ่านส้ม ไปจนถึงม่วงและโทนลาเวนเดอร์ ช่างส่วนใหญ่นิยมเจียระไนเป็นทรงกลมหรือทรงรีเพื่อขับสีให้เต็มที่
ในตำราเก่ามีการแบ่งโกเมนออกเป็นสายเข้มที่เรียกว่าสายชายและสายอ่อนที่เรียกว่าสายหญิง แท้จริงโกเมนไม่ใช่แร่ชนิดเดียว แต่เป็นกลุ่มแร่ที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกันแต่องค์ประกอบทางเคมีและสีต่างกัน แหล่งสำคัญอยู่ในบราซิล แคนาดา มาดากัสการ์ ออสเตรเลีย อินเดีย สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเช็ก และอีกหลายประเทศในแอฟริกา หินชนิดนี้ถูกนำไปทำสร้อยคอ กำไล ต่างหู และแหวน ส่วนก้อนที่เจียระไนเป็นรูปหัวใจถือเป็นของขวัญคลาสสิกสำหรับคนรักมานานหลายศตวรรษ
ตามธรรมเนียม โกเมนถูกมองว่าเป็นหินที่เปลี่ยนความตึงเครียดที่กองอยู่ให้กลายเป็นแรงลงมือทำ เชื่อกันว่าประคองใจในวันที่เหนื่อยล้าและกดดัน เพิ่มความกล้า และคืนความเป็นระเบียบให้ภายใน คนโบราณมักแนะนำหินชนิดนี้กับผู้ที่เกิดราศีพิจิกและราศีกุมภ์เป็นพิเศษ
คุณสมบัติของโกเมนตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าทำให้ช่างสังเกตขึ้นและประเมินสถานการณ์ได้ตามจริง
• ตามธรรมเนียมสวมเป็นเครื่องรางกันความอ่อนแรงของร่างกาย สายตาริษยา และความไม่หวังดีของคนอื่น
• ในตำราหินผูกโกเมนไว้กับความกระปรี้กระเปร่าและความกล้าในความสัมพันธ์ใกล้ชิด
• คนสมัยก่อนเชื่อว่าช่วยชำระร่างกายให้สดชื่นและคืนกำลังหลังออกแรงหนัก
• ธรรมเนียมเก่ากล่าวถึงผลดีต่อการไหลเวียนเลือดและหลอดเลือด
• เชื่อกันว่ากระตุ้นจินตนาการและหนุนความคิดสร้างสรรค์
• ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความอ่อนโยน และความเห็นอกเห็นใจ
• บันทึกเก่าเล่าว่าประคองผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและปอด
• ในความเชื่อพื้นบ้านถือว่าช่วยให้ร่างกายรับมือกับการติดเชื้อได้ดีขึ้น
• ตามธรรมเนียมผูกหินนี้ไว้กับความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
• เชื่อกันว่าบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง คนโบราณจึงสวมไว้บริเวณเอว
• สำหรับผู้ที่ไวต่อพลังงานมาก ตำราเก่าแนะนำให้ใช้แต่พอดี เพราะเชื่อว่าการสัมผัสนาน ๆ อาจทำให้หงุดหงิดหรือมึนศีรษะ
• เชื่อกันว่าช่วยเรียกความสงบกลับมาในยามที่ใจปั่นป่วนหรือรู้สึกว่างเปล่า
• ตามความเชื่อกล่าวว่าทำให้ทำงานตามแผนที่วางไว้ได้เป็นลำดับและเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองมากขึ้น
• การวางไว้ใต้เตียงหรือใต้หมอนถือกันว่ากันฝันร้ายได้
โกเมนเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต ความซื่อสัตย์ และความรักที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลา ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้มักเป็นคนที่อยากเรียกไฟในตัวกลับคืน อยากกระชับความผูกพันกับคนสำคัญ หรืออยากมีหินที่มีบุคลิกอบอุ่นและชัดเจนไว้ข้างกาย สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7 - 7.5
โครงสร้างทางเคมี: Fe₃Al₂(SiO₄)₃
ความถ่วงจำเพาะ: 3.4 - 4.3
จักระ: จักระราก, จักระสะดือ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
ไทเกอร์อายหรือหินตาเสือเป็นหินในกลุ่มควอตซ์ที่ได้รับความนับถือในสายวิชาหินธรรมชาติมานาน เนื้อหินมีริ้วสีทองและสีน้ำผึ้งพาดผ่านพื้นสีน้ำตาลเข้ม เมื่อขัดเงาแล้วจะเกิดความมันวาวคล้ายเส้นไหม และเวลาพลิกหินไปมาแถบแสงจะเคลื่อนไปตามมุมมองเหมือนเส้นสว่างเรียวยาว ประกายที่เคลื่อนได้นี้ชวนให้นึกถึงรูม่านตาของเสือ จึงเป็นที่มาของชื่อหิน
แหล่งที่ขึ้นชื่อที่สุดอยู่ในออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และพม่า วัตถุดิบส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในงานเครื่องประดับ ทั้งแหวน จี้ และกำไล ซึ่งมักฝังบนตัวเรือนเงิน ส่วนก้อนที่ขัดเรียบก็มีคนจำนวนไม่น้อยพกไว้ในกระเป๋าเฉย ๆ ราคาของไทเกอร์อายขึ้นกับคุณภาพของวัตถุดิบเป็นหลัก หินสองก้อนที่ดูคล้ายกันด้วยตาเปล่าจึงอาจมีราคาต่างกันมาก
ในตำราหิน ไทเกอร์อายถูกจัดเป็นหินแห่งความเป็นตัวของตัวเองและความสมดุลภายใน เชื่อกันว่าช่วยจัดระเบียบอารมณ์ ทำให้ความคิดสงบลง และรักษาสติในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ตามคติโบราณกล่าวว่าเหมาะที่สุดกับผู้ที่อยากผ่อนคลายก่อนเข้านอน หรือผู้ที่กำลังรวบรวมความกล้าเพื่อตัดสินใจเรื่องในชีวิตประจำวัน คนจึงนิยมสวมไว้ใกล้ตัว
คุณสมบัติของไทเกอร์อายตามความเชื่อ
• ตำราเก่ามักแนะนำหินนี้กับผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ
• ตามความเชื่อกล่าวว่าส่งผลดีต่อการย่อยอาหารและการทำงานของม้ามกับตับอ่อน
• เชื่อกันว่าเพิ่มความกล้าและเตือนให้นึกถึงเป้าหมายเดิมเมื่อรู้สึกหลงทาง
• ในตำราหินถือว่าเป็นของขวัญที่ดีสำหรับคนใกล้ชิด เพราะเชื่อว่ากระชับความไว้ใจระหว่างกัน
• มีการกล่าวว่าปรับอารมณ์ให้สม่ำเสมอและลดนิสัยยึดความคิดตัวเอง ทำให้ประเมินเรื่องต่าง ๆ ได้ใจเย็นขึ้น
• ตามธรรมเนียมผูกหินนี้ไว้กับพลังและความอึด เชื่อว่าหนุนความมุ่งมั่นแม้จะเจออุปสรรค
• เชื่อกันว่าประคองผู้ที่กำลังวางแผนเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต
• บันทึกเก่าเล่าว่าช่วยเด็กที่มักตื่นกลางดึกเพราะฝันไม่ดี
• คนสมัยก่อนพกเป็นเครื่องรางกันของไม่ดีและสายตาริษยา
• ตามความเชื่อว่าหนุนความเป็นตัวของตัวเองและลดการพึ่งพาความเห็นของคนอื่นมากเกินไป
• ธรรมเนียมเก่านิยมใช้กับผู้ที่นอนไม่หลับและผู้ที่สงบความคิดในหัวได้ยาก
• เชื่อกันว่าคลายความตึงของประสาทและนำความรู้สึกโล่งสบายมาให้
• ตามคติโบราณกล่าวว่าทำให้ผู้ที่สวมใส่ทุกวันดูมีความคล่องแคล่วและกล้าแสดงออกมากขึ้น
ไทเกอร์อายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้า ความเป็นอิสระ และความสงบที่มาจากสมดุลภายใน ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้ส่วนใหญ่คือคนที่อยากเสริมความมั่นใจ จัดระเบียบอารมณ์ และรักษาความอึดในภารกิจที่เรียกร้องสูง สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.58 - 2.64
จักระ: จักระสะดือ, จักระท้อง
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
ปะการังเป็นวัสดุอินทรีย์สำหรับงานอัญมณี ซึ่งเกิดขึ้นในทะเลตื้นเขตอบอุ่นจากโครงสร้างหินปูนของสัตว์ตัวจิ๋วที่อยู่รวมกันเป็นอาณานิคม สีของมันมีครบตั้งแต่ขาวบริสุทธิ์ ผ่านเฉดชมพูและส้ม ไปจนถึงแดงเข้มจัด องค์ประกอบหลักคือแคลเซียมคาร์บอเนต ผสมกับแมกนีเซียมคาร์บอเนตและสารอินทรีย์ในปริมาณเล็กน้อย เมื่อขัดเงาแล้วผิวจะวาวคล้ายแก้ว มนุษย์จึงนำมาทำเครื่องประดับและของตกแต่งชิ้นเล็กมานับพันปี
ในงานเครื่องประดับ ปะการังที่พบบ่อยที่สุดคือสีแดง ชมพู และขาว โดยเฉดแดงจัดถือว่ามีค่าที่สุด ของแท้จะสังเกตได้จากผิวที่ไม่เรียบสนิทและสีที่กระจายไม่สม่ำเสมอเป็นหย่อม ๆ ชิ้นที่เรียบเนียนเกินไปมักผ่านการปรุงแต่งหนักหรือเป็นของสังเคราะห์ ส่วนชิ้นที่สีอิ่มเท่ากันทั้งเม็ดมักผ่านการย้อม ปะการังเป็นวัสดุที่บอบบางมาก มันไวต่อกรด ความร้อน และน้ำ จึงไม่ควรนำไปแช่น้ำ และเมื่อสวมแนบผิวนาน ๆ อาจทิ้งรอยสีจาง ๆ ไว้บนผิวหนัง ธรรมเนียมนิยมเข้าตัวเรือนเงินหรือทองแดง
ตามความเชื่อเก่าแก่ ปะการังนำพาพลังอบอุ่นและมีชีวิตชีวาที่เชื่อมโยงกับท้องทะเลและกำลังแห่งชีวิต คนโบราณเชื่อว่ามันมอบความผ่อนคลาย ความสงบภายใน และความรู้สึกสมดุล จึงพกไว้เป็นเครื่องรางคุ้มครองบ้านและคนในบ้าน หลายวัฒนธรรมนิยมให้ทารกและเด็กเล็กสวมปะการังแดงเพราะเชื่อว่าจะได้รับการปกปักรักษา ในตำราหินยังถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความผูกพันลึกซึ้ง จึงเป็นของขวัญที่มอบให้คนใกล้ชิดกันบ่อย
คุณสมบัติของปะการังตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าเสริมกำลังของหัวใจและหนุนการทำงานของม้าม
• ธรรมเนียมเก่ากล่าวถึงผลดีต่อการไหลเวียนและองค์ประกอบของเลือด
• ตามความเชื่อว่าช่วยรักษาสมดุลโดยรวมของร่างกาย
• ได้ชื่อว่าเป็นหินที่ทำให้หายใจได้โล่งและหนุนการทำงานของปอด
• บันทึกโบราณแนะนำหินนี้กับผู้ที่มีความดันโลหิตค่อนข้างต่ำ
• คนสมัยก่อนเชื่อว่ามันเสริมชื่อเสียงที่ดีในหมู่ญาติมิตรและเพื่อนฝูง
• มีความเชื่อว่าทำให้เข้าใจโลกในเชิงจิตวิญญาณได้ลึกซึ้งขึ้น
• ตามธรรมเนียมหยิบมาใช้ในยามที่รวบรวมสมาธิได้ยาก
• เชื่อกันว่าเพิ่มความเฉียบไวของความคิดและหนุนความจำ
• ได้ชื่อว่าเป็นหินที่ช่วยรักษาความบริสุทธิ์ของเจตนาและความเป็นระเบียบภายใน
• สายพันธุ์สีแดงและชมพูถูกยกให้มีอานุภาพกันของไม่ดีและสายตาริษยา
• คนโบราณเชื่อว่าสีของมันจะซีดลงเมื่อเจ้าของกำลังจะเจ็บป่วย
• ธรรมเนียมยังผูกปะการังไว้กับความสมดุลของระบบฮอร์โมน
• ในการใช้แบบเก่ามีการสวมไว้เมื่อมีปัญหาผิวหนังที่เรื้อรัง
• เชื่อกันว่าสลายความตึงเครียดและพลังไม่ดีภายในบ้าน ทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย
ปะการังเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต ความอบอุ่นของความรู้สึก และการดูแลเอาใจใส่ ผู้ที่นิยมสวมมากที่สุดคือคนที่ตามหาความปรองดองในครอบครัวและความสงบภายในบ้าน รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบเครื่องประดับจากธรรมชาติที่มีตำนานยาวนาน สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 3 - 4
โครงสร้างทางเคมี: CaCO₃
ความถ่วงจำเพาะ: 2.60 - 2.70
จักระ: จักระราก, จักระสะดือ
การดูแล: อย่าแช่น้ำ เพราะหินมีรูพรุน ให้เช็ดด้วยผ้านุ่มแห้งและเก็บให้พ้นแสงแดดโดยตรง
ออบซิเดียนคือแก้วภูเขาไฟตามธรรมชาติ เกิดขึ้นในบริเวณที่ลาวาร้อนแดงเย็นตัวลงเร็วเกินกว่าที่ผลึกจะมีเวลาก่อตัว จึงพบได้ในพื้นที่ที่มีต้นกำเนิดจากภูเขาไฟ ส่วนใหญ่อยู่ใกล้ปากปล่องเก่าและธารลาวาที่แข็งตัวแล้ว
เนื้อของมันวาวคล้ายแก้วและมีสีในโทนดำ น้ำตาล และเขียว สายพันธุ์ที่รู้จักกันดีที่สุดคือสโนว์ออบซิเดียน ซึ่งเป็นพื้นสีเข้มที่มีจุดสีอ่อนกระจายอยู่คล้ายเกล็ดหิมะ เนื่องจากหินชนิดนี้ไม่มีโครงสร้างผลึก เวลาแตกจึงเกิดขอบที่บางและคมมาก คนสมัยก่อนจึงนำมาทำหัวลูกศรและเครื่องมือตัดก่อนที่โลหะจะแพร่หลาย
ในสายวิชาหินโบราณ ออบซิเดียนถูกจัดว่าเป็นหินที่ดึงคนให้ติดพื้นอย่างแรง เชื่อกันว่าช่วยเรียกความสงบภายในกลับมา และในเวลาเดียวกันก็ผลักให้เรามองเข้าไปในตัวเองอย่างตรงไปตรงมา คนนิยมพกไว้เป็นเครื่องรางคุ้มครองหรือกำไว้ในมือในช่วงเวลาที่ต้องการความนิ่ง
คุณสมบัติของออบซิเดียนตามความเชื่อ
• ตามธรรมเนียมถือว่าเป็นหินที่ช่วยระบายความโกรธและความขุ่นเคืองที่เก็บกดไว้
• เชื่อกันว่าประคองผู้ที่มองเข้าไปในใจตัวเองได้ยาก และทำให้เรียกชื่อความกลัวของตัวเองออกมาได้
• มีการกล่าวว่าทำให้ความคิดและอารมณ์ที่หนักอึ้งปรากฏชัด จนวางมันลงได้ง่ายขึ้น
• ตามความเชื่อว่าช่วยปล่อยความทรงจำที่ไม่อยากหวนกลับไปหา
• ในความเชื่อพื้นบ้านกล่าวว่าคืนความรู้สึกดีและความอยากลงมือทำ
• ธรรมเนียมเก่าให้เครดิตหินนี้ว่าเผยแสงสว่างและจุดแข็งที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความจริง เชื่อกันว่าหนุนความซื่อตรงทั้งกับตัวเองและกับผู้อื่นแม้ในบทสนทนาที่ยาก
• ตามบันทึกโบราณกล่าวว่าคลายความตึงที่สะสมอยู่ในร่างกาย
• คนสมัยก่อนพกเป็นเครื่องรางกันของไม่ดีและสายตาริษยา โดยเฉพาะเวลาออกเดินทาง
• มีการกล่าวถึงหินนี้ว่าเป็นโล่ที่กันพลังไม่เป็นมิตรจากสภาพแวดล้อม
• เชื่อกันว่าเพิ่มความกล้าเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องหนัก
• ตามธรรมเนียมถือว่าช่วยปิดฉากเรื่องค้างคาจากอดีตให้จบลง
• ตำราเก่าเล่าว่าเหมาะกับผู้ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตบทใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ออบซิเดียนเป็นสัญลักษณ์ของความจริงใจ การคุ้มครอง และความกล้าที่จะมองความจริงตรง ๆ ผู้ที่หันมาหาหินชนิดนี้ส่วนใหญ่คือคนที่อยากจัดระเบียบอารมณ์ อยากอำลาสิ่งที่ผ่านไปแล้ว หรืออยากรู้สึกมั่นคงขึ้นในชีวิตประจำวัน สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 5 - 5.5
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂ (แก้วภูเขาไฟ)
ความถ่วงจำเพาะ: 2.35 - 2.60
จักระ: จักระราก
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
โรสควอตซ์เป็นควอตซ์สายพันธุ์ที่พบได้ทั่วไปที่สุดชนิดหนึ่ง และเป็นที่รักเพราะสีอันนุ่มนวลของมันเป็นหลัก เฉดสีไล่ตั้งแต่ชมพูจางมากจนเกือบขาวขุ่น ไปจนถึงชมพูเข้มอบอุ่น บางก้อนเกือบใส แต่ส่วนใหญ่จะมีเนื้อขุ่นคล้ายหมอกบาง ซึ่งให้ประกายนวลตาอันเป็นเอกลักษณ์ แหล่งสำคัญอยู่ในบราซิล มาดากัสการ์ และอินเดีย ข้อควรระวังคือสีชมพูจะซีดลงเมื่อตากแดดจัดเป็นเวลานาน
ในอดีต โรสควอตซ์ถูกนำไปใช้ทำตราประทับและวัตถุที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ ปัจจุบันมันเป็นหินประดับที่ถูกนำมาแปรรูปมากที่สุดชนิดหนึ่ง ทั้งรูปสลักขนาดเล็ก ของตกแต่งบ้าน และเครื่องประดับหลากหลายรูปแบบ ในวงการหินมงคลมันถูกเรียกว่าหินแห่งความรัก และชื่อนี้ก็ติดปากคนมาจนถึงทุกวันนี้
โรสควอตซ์ถูกอธิบายว่ามีพลังนุ่มนวลและปลอบประโลม โดยทำงานกับด้านความรู้สึกเป็นหลัก ตามความเชื่อกล่าวว่ามันทำให้หัวใจสงบ ลดความตึงทางอารมณ์ และช่วยให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากไปได้ ตำราแนะนำว่าหินที่สวมทุกวันควรได้รับการล้างพลังเป็นระยะ เพราะเชื่อกันว่าใช้นาน ๆ แล้วพลังจะอ่อนลง วิธีที่นิยมคือฝังในดินหนึ่งคืนหรือวางไว้ข้างอเมทิสต์สักพัก ผู้ที่เพิ่งเริ่มสวมคริสตัลอาจไวต่อพลังของมัน จึงควรเริ่มจากวันละไม่กี่ชั่วโมงและค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
คุณสมบัติของโรสควอตซ์ตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าหนุนการฟื้นตัวตามธรรมชาติของร่างกายและช่วยรักษาภูมิต้านทาน
• ตามธรรมเนียมถือว่าคืนความสงบภายในและความรู้สึกกลมกลืนให้กลับมา
• ตามความเชื่อกล่าวว่าส่งผลดีต่อการทำงานของหัวใจ ไต ปอด และตับ
• คนสมัยก่อนหยิบมาใช้กับอาการทางเดินหายใจ ปัญหาหัวใจ และแผลที่หายช้า
• ในตำราหินถือว่าเป็นตัวช่วยในยามหม่นหมองและในการกู้คุณค่าในตัวเองกลับคืน
• บันทึกโบราณเล่าว่าสอนให้เก็บเกี่ยวความสุขจากวันธรรมดาและกลับมารักชีวิตอีกครั้ง
• เชื่อกันว่าสลายบรรยากาศหนักอึ้งรอบตัวผู้สวมใส่ และดึงดูดความหวังดีจากคนรอบข้าง
• ถูกเรียกว่าหินแห่งสมดุลทางอารมณ์ เชื่อกันว่าทำให้ความรู้สึกนิ่งลงและความคิดกระจ่างขึ้น
• มีการกล่าวว่าเป็นเกราะกันอาการหมดแรงกะทันหันและความท้อถอย
• ความเชื่อยุคใหม่กล่าวว่ามันดูดซับคลื่นจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คนจึงวางไว้ข้างโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์
• ตามธรรมเนียมแนะนำหินนี้กับผู้ที่ต้องการสมาธิในการเรียนและการทำงาน
• เมื่อสวมไว้ใต้เสื้อผ้าให้แนบผิว เชื่อว่ากันพลังไม่เป็นมิตร แต่เมื่ออยู่กับคนที่หวังดีให้สวมไว้ด้านนอกเพื่อรับพลังดีของพวกเขา
• เชื่อกันว่าบรรเทาอาการปวดศีรษะที่เกิดจากความตึงเครียดและความอ่อนล้า
• ตามความเชื่อว่าหนุนระบบย่อยอาหารและการไหลเวียนเลือดให้เป็นปกติ
• ธรรมเนียมเก่ามักแนะนำหินนี้กับผู้ที่ใช้สายตาหนักเป็นประจำ
• เชื่อกันว่าช่วยปลดปล่อยความโกรธและความริษยา พร้อมทั้งปลอบบาดแผลทางใจ
โรสควอตซ์ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความอ่อนโยน การคืนดี และหัวใจที่สงบ มันเป็นสัญลักษณ์ของความละมุนต่อตัวเองและผู้อื่น การให้อภัย และความพร้อมที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ผู้ที่นิยมสวมมากที่สุดคือคนที่กำลังผ่านช่วงยากในความรักหรือครอบครัว คนที่กำลังกลับสู่สมดุลหลังการสูญเสีย หรือเพียงต้องการช่วงเวลาสงบท่ามกลางความเร่งรีบ นอกจากนี้ยังเป็นของขวัญยอดนิยมสำหรับคนใกล้ตัวในฐานะสัญลักษณ์เงียบ ๆ ของความผูกพัน สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.65
จักระ: จักระหัวใจ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม อย่าวางกลางแดดจัดเป็นเวลานาน เพราะสีจะซีดลง

