อาเกตหรือที่คนไทยคุ้นกันในชื่อหินโมรา เป็นหินธรรมชาติที่มีหน้าตาหลากหลายที่สุดชนิดหนึ่งของโลก พบได้ทั้งสีแดง เทา ขาว ฟ้า น้ำตาล และเขียว โดยสีเหล่านี้มักเรียงตัวเป็นแถบซ้อนกันเป็นวง ทำให้หินแต่ละก้อนมีลวดลายไม่ซ้ำกันเลย เนื้อหินค่อนข้างแข็ง มีทั้งชั้นที่โปร่งแสงและทึบแสง ช่างเครื่องประดับจึงนิยมนำมาเจียระไนกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ชื่อของหินชนิดนี้มาจากแม่น้ำอาคาเตสบนเกาะซิซิลี ซึ่งเล่ากันว่าเป็นแหล่งที่มีการพบอาเกตเป็นครั้งแรก
ตั้งแต่ยุคเก่าก่อน อาเกตไม่ได้ถูกใช้เป็นเพียงของประดับเท่านั้น แต่ยังนำมาทำเป็นแหวน สร้อยคอ ตราประทับ และรูปสลักขนาดเล็ก อีกทั้งยังถูกพกไว้เป็นเครื่องรางสำหรับกันสิ่งไม่ดี ด้วยความที่เนื้อหินทนทานเป็นพิเศษ ของชิ้นเดิมจึงมักถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นภายในครอบครัว
ในตำราหินโบราณ อาเกตถูกจัดอยู่ในกลุ่มหินที่ให้ความรู้สึกสงบและหนักแน่น จึงมักถูกเลือกใช้ในการฝึกปรับสมดุลภายในใจ อาเกตแต่ละสายพันธุ์ที่มีสีและลายแถบต่างกันยังถูกผูกโยงกับการใช้งานที่ต่างกันไปด้วย ตามความเชื่อดั้งเดิมกล่าวว่าหินจะให้ผลชัดที่สุดเมื่อได้แนบผิวโดยตรง เพราะเชื่อกันว่าพลังของธรรมชาติโดยเฉพาะแสงอาทิตย์จะส่งผ่านเนื้อหินเข้าสู่ร่างกายได้สะดวกกว่า
คุณสมบัติของอาเกตตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าช่วยคุ้มครองผู้สวมใส่ให้พ้นจากอันตราย และประคองใจให้ตั้งหลักได้ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ
• ตามธรรมเนียมเก่ามักแนะนำให้ผู้ที่หลับยากพกติดตัว และเชื่อว่าช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานเป็นปกติ
• ตำราโบราณเล่าว่าหินชนิดนี้ช่วยให้มองข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และเห็นเรื่องต่าง ๆ ตามที่มันเป็นจริง
• มีการกล่าวถึงพลังของอาเกตว่าเข้มแข็งและหนักแน่น จึงถูกผูกกับความกระปรี้กระเปร่าและกำลังกายมาช้านาน
• เชื่อกันว่าช่วยคลายส่วนของร่างกายที่เกร็งตัว ทำให้ความตึงที่สะสมไว้ค่อย ๆ ผ่อนลง
• ในตำราหินระบุว่าอาเกตช่วยระบายพลังส่วนเกินที่ค้างอยู่ คนโบราณจึงหยิบมาพกในช่วงที่ชีวิตกดดัน
• ตามความเชื่อกล่าวว่าช่วยให้เข้ากับผู้คนได้ง่ายขึ้น และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เร็วขึ้น
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความกล้า เชื่อกันว่าช่วยหนุนใจให้ก้าวข้ามความกลัวที่ค้างคาอยู่
• คนสมัยก่อนเชื่อว่าอาเกตทำให้ความคิดแจ่มชัดและใช้เหตุผลได้เป็นระบบมากขึ้น
• ในความเชื่อพื้นบ้านผูกหินชนิดนี้ไว้กับความแข็งแรงของร่างกายและการไหลเวียนของน้ำเหลือง
• ตามคติโบราณเชื่อว่าช่วยประคองความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยเฉพาะกับคนที่ความดันค่อนข้างต่ำ
• ถูกพกเป็นเครื่องรางกันของไม่ดีและสายตาริษยามาหลายศตวรรษ เพราะลวดลายที่สะดุดตาจะรับสิ่งไม่ดีไว้ก่อน
• ด้วยพลังที่อบอุ่นและมีชีวิตชีวา เชื่อกันว่าช่วยให้มองเห็นแง่ดีของเหตุการณ์ในวันที่ใจห่อเหี่ยว
• มีความเชื่อว่าเด็กที่พกอาเกตไว้ในกระเป๋าจะใจเย็นลงและมีเรื่องกระทบกระทั่งกับเพื่อนน้อยลง
• ตามธรรมเนียมถือกันว่าเป็นหินแห่งความเบิกบานและความสงบภายในใจ
อาเกตเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในทางโลก ตามความเชื่อดั้งเดิมถือว่าช่วยกันพลังลบและเรียกความกล้าที่หายไปให้กลับคืนมา คนทำการค้ามักพกไว้ต่ำกว่าระดับเอว เช่น ในกระเป๋ากางเกง ส่วนรูปแบบแหวนเชื่อกันว่าเสริมความมั่นใจได้ดีเป็นพิเศษ ผู้ที่นิยมหินชนิดนี้ส่วนใหญ่คือคนที่มองหาความมั่นคง ความสงบ และความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้สรรพคุณที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 6.5 - 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.60 - 2.64
จักระ: จักระราก, จักระสะดือ, จักระหัวใจ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
อเมทิสต์คือควอตซ์สายพันธุ์สีม่วง และเป็นหนึ่งในหินประดับที่คนทั่วโลกจดจำได้ง่ายที่สุด สีของมันไล่ตั้งแต่ม่วงลาเวนเดอร์อ่อน ๆ ไปจนถึงม่วงเข้มจัดคล้ายสีไวน์ ซึ่งเกิดจากธาตุเหล็กปริมาณเล็กน้อยที่ปนอยู่ในผลึก ชื่อของหินมาจากภาษากรีก มีความหมายทำนองว่าไม่มึนเมา เพราะในนิทานเก่าแก่มีการเล่าว่าหินชนิดนี้ปกป้องผู้ถือครองจากฤทธิ์ของเหล้าองุ่น
อเมทิสต์ถูกขุดพบได้ในหลายทวีป และมีชื่อทางการค้าต่างกันไปตามเฉดสีกับแหล่งกำเนิด แหล่งสำคัญได้แก่ บราซิล อุรุกวัย โบลิเวีย อาร์เจนตินา รัสเซีย แซมเบีย และนามิเบีย เนื้อหินทนทานพอที่จะสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้สบาย จึงถูกนำไปทำแหวน จี้ กำไล และของตกแต่งบ้านมานานหลายศตวรรษ ข้อควรระวังอย่างเดียวคือสีของมันจะซีดลงถ้าตากแดดจัดนาน ๆ
ในตำราหิน อเมทิสต์ถูกอธิบายว่าเป็นผลึกที่ให้พลังสองด้านพร้อมกัน คือทั้งปลุกเร้าและทำให้ใจนิ่ง เชื่อกันว่าช่วยเติมแรง หนุนอารมณ์แจ่มใส และสร้างความสงบภายใน คนจึงนิยมพกติดตัวทั้งวันโดยเฉพาะในที่ทำงานที่กดดัน ตามความเชื่อดั้งเดิม เครื่องประดับอเมทิสต์ควรได้สัมผัสผิว ส่วนก้อนดิบที่ยังไม่เจียระไนมักตั้งไว้ในบ้านหรือมุมทำงาน และควรทำความสะอาดพลังของหินเป็นระยะ วิธีที่คนโบราณใช้คือฝังในดินแห้งหนึ่งคืน หรือแช่ในน้ำสะอาดช่วงสั้น ๆ ก้อนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ก็ควรทำแบบนี้ก่อนใช้ครั้งแรก
คุณสมบัติของอเมทิสต์ตามความเชื่อ
• ตามคติโบราณเชื่อว่าเป็นเกราะกันพลังลบจากสภาพแวดล้อมรอบตัว
• ธรรมเนียมเก่าเล่าว่าช่วยผ่อนความล้าของดวงตาที่ใช้งานหนัก
• คนสมัยก่อนเชื่อว่าหินนี้ระบายประจุไฟฟ้าส่วนเกินออกจากร่างกาย
• เชื่อกันว่าหนุนความคิดที่แจ่มชัดและความว่องไวของสมอง
• ในตำราหินถือว่าเป็นมิตรของหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด
• ตามความเชื่อพื้นบ้านกล่าวว่าช่วยกระบวนการฟอกเลือดตามธรรมชาติของร่างกาย
• บันทึกเก่าแนะนำหินชนิดนี้กับผู้ที่มีปัญหาภูมิแพ้เรื้อรัง
• เชื่อกันว่าช่วยระงับโทสะและกำกับปฏิกิริยาที่รุนแรงเกินไปให้เบาลง
• มีการกล่าวถึงหินนี้ว่าคลายความตึงเครียดที่กดทับใจอยู่
• ตามธรรมเนียมถือว่าเติมพลังและความอยากลงมือทำสิ่งต่าง ๆ
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความสงบภายในและอารมณ์ที่ปลอดโปร่ง
• เมื่อสวมใส่ทุกวัน เชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางกันสายตาริษยาและพลังไม่ดีจากผู้อื่น
• ในรูปของก้อนดิบ ตำราเก่าว่าจะดูดซับพลังไม่ดีของห้องเอาไว้และคายพลังดีออกมาแทน
• ตามความเชื่อดั้งเดิมนิยมวางคู่กับโรสควอตซ์ เพราะเชื่อว่าจะหนุนพลังของหินทั้งสองให้เด่นขึ้น
อเมทิสต์เป็นสัญลักษณ์ของสติที่ตื่นรู้ ความพอดี และความสงบ คนที่หันมาหาหินชนิดนี้มักเป็นผู้ที่ต้องการช่วงเวลาสงบท่ามกลางความเร่งรีบ ผู้ที่ทำงานในที่ที่กดดัน และผู้ที่อยากมีหินซึ่งให้พลังนุ่มนวลเป็นระเบียบไว้ข้างกาย ข้อมูลการใช้งานทั้งหมดข้างต้นมาจากความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.65
จักระ: จักระตาที่สาม, จักระมงกุฎ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม อย่าวางกลางแดดจัดเป็นเวลานาน เพราะสีจะซีดลง
ไทเกอร์อายหรือหินตาเสือเป็นหินในกลุ่มควอตซ์ที่ได้รับความนับถือในสายวิชาหินธรรมชาติมานาน เนื้อหินมีริ้วสีทองและสีน้ำผึ้งพาดผ่านพื้นสีน้ำตาลเข้ม เมื่อขัดเงาแล้วจะเกิดความมันวาวคล้ายเส้นไหม และเวลาพลิกหินไปมาแถบแสงจะเคลื่อนไปตามมุมมองเหมือนเส้นสว่างเรียวยาว ประกายที่เคลื่อนได้นี้ชวนให้นึกถึงรูม่านตาของเสือ จึงเป็นที่มาของชื่อหิน
แหล่งที่ขึ้นชื่อที่สุดอยู่ในออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และพม่า วัตถุดิบส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในงานเครื่องประดับ ทั้งแหวน จี้ และกำไล ซึ่งมักฝังบนตัวเรือนเงิน ส่วนก้อนที่ขัดเรียบก็มีคนจำนวนไม่น้อยพกไว้ในกระเป๋าเฉย ๆ ราคาของไทเกอร์อายขึ้นกับคุณภาพของวัตถุดิบเป็นหลัก หินสองก้อนที่ดูคล้ายกันด้วยตาเปล่าจึงอาจมีราคาต่างกันมาก
ในตำราหิน ไทเกอร์อายถูกจัดเป็นหินแห่งความเป็นตัวของตัวเองและความสมดุลภายใน เชื่อกันว่าช่วยจัดระเบียบอารมณ์ ทำให้ความคิดสงบลง และรักษาสติในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ตามคติโบราณกล่าวว่าเหมาะที่สุดกับผู้ที่อยากผ่อนคลายก่อนเข้านอน หรือผู้ที่กำลังรวบรวมความกล้าเพื่อตัดสินใจเรื่องในชีวิตประจำวัน คนจึงนิยมสวมไว้ใกล้ตัว
คุณสมบัติของไทเกอร์อายตามความเชื่อ
• ตำราเก่ามักแนะนำหินนี้กับผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ
• ตามความเชื่อกล่าวว่าส่งผลดีต่อการย่อยอาหารและการทำงานของม้ามกับตับอ่อน
• เชื่อกันว่าเพิ่มความกล้าและเตือนให้นึกถึงเป้าหมายเดิมเมื่อรู้สึกหลงทาง
• ในตำราหินถือว่าเป็นของขวัญที่ดีสำหรับคนใกล้ชิด เพราะเชื่อว่ากระชับความไว้ใจระหว่างกัน
• มีการกล่าวว่าปรับอารมณ์ให้สม่ำเสมอและลดนิสัยยึดความคิดตัวเอง ทำให้ประเมินเรื่องต่าง ๆ ได้ใจเย็นขึ้น
• ตามธรรมเนียมผูกหินนี้ไว้กับพลังและความอึด เชื่อว่าหนุนความมุ่งมั่นแม้จะเจออุปสรรค
• เชื่อกันว่าประคองผู้ที่กำลังวางแผนเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต
• บันทึกเก่าเล่าว่าช่วยเด็กที่มักตื่นกลางดึกเพราะฝันไม่ดี
• คนสมัยก่อนพกเป็นเครื่องรางกันของไม่ดีและสายตาริษยา
• ตามความเชื่อว่าหนุนความเป็นตัวของตัวเองและลดการพึ่งพาความเห็นของคนอื่นมากเกินไป
• ธรรมเนียมเก่านิยมใช้กับผู้ที่นอนไม่หลับและผู้ที่สงบความคิดในหัวได้ยาก
• เชื่อกันว่าคลายความตึงของประสาทและนำความรู้สึกโล่งสบายมาให้
• ตามคติโบราณกล่าวว่าทำให้ผู้ที่สวมใส่ทุกวันดูมีความคล่องแคล่วและกล้าแสดงออกมากขึ้น
ไทเกอร์อายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้า ความเป็นอิสระ และความสงบที่มาจากสมดุลภายใน ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้ส่วนใหญ่คือคนที่อยากเสริมความมั่นใจ จัดระเบียบอารมณ์ และรักษาความอึดในภารกิจที่เรียกร้องสูง สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.58 - 2.64
จักระ: จักระสะดือ, จักระท้อง
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
ออบซิเดียนคือแก้วภูเขาไฟตามธรรมชาติ เกิดขึ้นในบริเวณที่ลาวาร้อนแดงเย็นตัวลงเร็วเกินกว่าที่ผลึกจะมีเวลาก่อตัว จึงพบได้ในพื้นที่ที่มีต้นกำเนิดจากภูเขาไฟ ส่วนใหญ่อยู่ใกล้ปากปล่องเก่าและธารลาวาที่แข็งตัวแล้ว
เนื้อของมันวาวคล้ายแก้วและมีสีในโทนดำ น้ำตาล และเขียว สายพันธุ์ที่รู้จักกันดีที่สุดคือสโนว์ออบซิเดียน ซึ่งเป็นพื้นสีเข้มที่มีจุดสีอ่อนกระจายอยู่คล้ายเกล็ดหิมะ เนื่องจากหินชนิดนี้ไม่มีโครงสร้างผลึก เวลาแตกจึงเกิดขอบที่บางและคมมาก คนสมัยก่อนจึงนำมาทำหัวลูกศรและเครื่องมือตัดก่อนที่โลหะจะแพร่หลาย
ในสายวิชาหินโบราณ ออบซิเดียนถูกจัดว่าเป็นหินที่ดึงคนให้ติดพื้นอย่างแรง เชื่อกันว่าช่วยเรียกความสงบภายในกลับมา และในเวลาเดียวกันก็ผลักให้เรามองเข้าไปในตัวเองอย่างตรงไปตรงมา คนนิยมพกไว้เป็นเครื่องรางคุ้มครองหรือกำไว้ในมือในช่วงเวลาที่ต้องการความนิ่ง
คุณสมบัติของออบซิเดียนตามความเชื่อ
• ตามธรรมเนียมถือว่าเป็นหินที่ช่วยระบายความโกรธและความขุ่นเคืองที่เก็บกดไว้
• เชื่อกันว่าประคองผู้ที่มองเข้าไปในใจตัวเองได้ยาก และทำให้เรียกชื่อความกลัวของตัวเองออกมาได้
• มีการกล่าวว่าทำให้ความคิดและอารมณ์ที่หนักอึ้งปรากฏชัด จนวางมันลงได้ง่ายขึ้น
• ตามความเชื่อว่าช่วยปล่อยความทรงจำที่ไม่อยากหวนกลับไปหา
• ในความเชื่อพื้นบ้านกล่าวว่าคืนความรู้สึกดีและความอยากลงมือทำ
• ธรรมเนียมเก่าให้เครดิตหินนี้ว่าเผยแสงสว่างและจุดแข็งที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความจริง เชื่อกันว่าหนุนความซื่อตรงทั้งกับตัวเองและกับผู้อื่นแม้ในบทสนทนาที่ยาก
• ตามบันทึกโบราณกล่าวว่าคลายความตึงที่สะสมอยู่ในร่างกาย
• คนสมัยก่อนพกเป็นเครื่องรางกันของไม่ดีและสายตาริษยา โดยเฉพาะเวลาออกเดินทาง
• มีการกล่าวถึงหินนี้ว่าเป็นโล่ที่กันพลังไม่เป็นมิตรจากสภาพแวดล้อม
• เชื่อกันว่าเพิ่มความกล้าเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องหนัก
• ตามธรรมเนียมถือว่าช่วยปิดฉากเรื่องค้างคาจากอดีตให้จบลง
• ตำราเก่าเล่าว่าเหมาะกับผู้ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตบทใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ออบซิเดียนเป็นสัญลักษณ์ของความจริงใจ การคุ้มครอง และความกล้าที่จะมองความจริงตรง ๆ ผู้ที่หันมาหาหินชนิดนี้ส่วนใหญ่คือคนที่อยากจัดระเบียบอารมณ์ อยากอำลาสิ่งที่ผ่านไปแล้ว หรืออยากรู้สึกมั่นคงขึ้นในชีวิตประจำวัน สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 5 - 5.5
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂ (แก้วภูเขาไฟ)
ความถ่วงจำเพาะ: 2.35 - 2.60
จักระ: จักระราก
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
ซิทรินเป็นควอตซ์สายพันธุ์หนึ่งที่มีสีไล่ตั้งแต่เหลืองอ่อนสดใส ผ่านทองน้ำผึ้ง ไปจนถึงโทนอุ่นที่ออกน้ำตาลเล็กน้อย ผลึกของมันมีทั้งแบบใสกระจ่างและแบบขุ่นนวลบาง ๆ ด้วยสีที่ชวนให้นึกถึงแสงแดด มันจึงถูกนำมาเข้าตัวเรือนเครื่องประดับและใช้เป็นของตกแต่งบ้านมาหลายศตวรรษ ข้อควรระวังคือสีของมันจะจางลงเมื่อตากแดดจัดเป็นเวลานาน
ในตลาดอัญมณี ซิทรินมักถูกสับสนกับโทแพซซึ่งเป็นแร่ที่ราคาสูงกว่ามาก เพราะโทแพซเฉดเหลืองและส้มมีสีใกล้เคียงกัน ในอดีตจึงมีการใช้ชื่อทั้งสองสลับกันไปมา แต่ความจริงแล้วทั้งคู่เป็นแร่คนละชนิด และซิทรินอยู่ในตระกูลควอตซ์ วิธีแยกง่าย ๆ คือดูที่ความแข็งและน้ำหนักของหิน ซึ่งโทแพซจะแข็งกว่าและหนักกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ตามธรรมเนียม ซิทรินถูกอธิบายว่ามีพลังอบอุ่นและปลุกเร้าที่เชื่อมโยงกับแสงอาทิตย์ เชื่อกันว่าเติมความมั่นใจและรักษาอารมณ์ให้แจ่มใส หินชนิดนี้ยังถูกเรียกว่าหินของพ่อค้า เพราะคนสมัยก่อนนิยมวางไว้ในลิ้นชักเก็บเงินด้วยความหวังว่าการค้าจะราบรื่น
คุณสมบัติของซิทรินตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่านำความรื่นเริงและความรู้สึกพอใจมาสู่ชีวิตของผู้ที่พกติดตัว
• ตามธรรมเนียมถือว่าเป็นหินแห่งความสำเร็จและการปิดจบเรื่องที่เริ่มไว้ได้ด้วยดี
• ตามความเชื่อกล่าวว่าช่วยปลดอารมณ์ที่นำไปสู่ความหม่นหมองออกไป
• เชื่อกันว่าเสริมความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองและลดนิสัยดูแคลนผลงานของตัวเอง
• บันทึกเก่าแนะนำหินนี้ในช่วงที่หงุดหงิดง่าย เพราะเชื่อว่านำความผ่อนคลายและความรู้สึกปลอดภัยมาให้
• ตามธรรมเนียมนิยมใช้สลายพลังไม่พึงประสงค์ภายในห้อง เช่นเดียวกับที่ใช้อเมทิสต์
• ในตำราหินกล่าวว่าซิทรินต่างจากคริสตัลควอตซ์ตรงที่ไม่สะสมพลังลบ จึงแทบไม่ต้องล้างพลังบ่อย
• เชื่อกันว่าหนุนความคิดที่แจ่มชัดและทำให้จัดการเรื่องประจำวันได้เป็นระเบียบ
• เมื่อสวมเป็นสร้อยคอโดยหันปลายแหลมลง เชื่อว่าจะให้ความรู้สึกมีกำลังและมีที่ยึดเหนี่ยว
• คนสมัยก่อนผูกหินนี้ไว้กับความมั่งคั่งและความราบรื่นในเรื่องเงินทอง
• เมื่อผสมลงในน้ำมันนวด ตามความเชื่อว่าจะกระตุ้นการไหลเวียนและทำให้ผิวรับน้ำมันได้ดีขึ้น
• บันทึกโบราณกล่าวถึงผลดีต่อไต ปอด และระบบย่อยอาหาร
• เชื่อกันว่าหนุนการทำงานของหัวใจ
• ตามคติเก่าถือว่าเหมาะกับผู้ที่ต้องพบปะผู้คนและเจรจาต่อรองเป็นประจำ
ซิทรินเป็นสัญลักษณ์ของความอบอุ่น การมองโลกในแง่ดี และความอุดมสมบูรณ์ ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้มักเป็นคนที่อยากเสริมความมั่นใจ อยากรักษาอารมณ์ดีไว้ให้ได้ทั้งวัน หรืออยากดึงความราบรื่นเข้ามาในเรื่องงานและเรื่องเงิน สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.65
จักระ: จักระสะดือ, จักระท้อง
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม อย่าวางกลางแดดจัดเป็นเวลานาน เพราะสีจะซีดลง
โทแพซเป็นหนึ่งในอัญมณีที่มนุษย์รู้จักมานานที่สุด และในตำราหินก็ถูกยกให้เป็นแร่ที่มีอิทธิพลแรงเป็นพิเศษ สีของมันมีให้เลือกกว้างมาก ทั้งขาว เทา ฟ้า เหลือง ส้ม น้ำตาล และแดง อีกทั้งยังพบก้อนที่ไร้สีอย่างสมบูรณ์ด้วย ในอดีตผู้คนสวมโทแพซเป็นหินคุ้มครอง โดยเฉพาะในช่วงที่บ้านเมืองเกิดโรคระบาดหรือสงคราม
โทแพซไร้สีบางครั้งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพชร แม้ความแข็งจะน้อยกว่าชัดเจนและหักเหแสงต่างกัน สีของหินไม่ได้คงทนเสมอไปและอาจจางลงเมื่อโดนแดด ก้อนสีน้ำตาลจากไซบีเรียเมื่อผ่านเวลาก็จะขาวขึ้น ในศตวรรษที่สิบแปดมีการค้นพบว่าโทแพซบราซิลจะเปลี่ยนเป็นโทนชมพูเมื่ออุ่นเบา ๆ และวิธีนี้ก็แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ผลึกใสทรงยาวของมันเปล่งประกายงดงามจนเป็นที่นิยมในงานเครื่องประดับ สายพันธุ์เหลืองและส้มถือว่ามีค่าที่สุด ส่วนสีฟ้าเป็นที่นิยมที่สุดในตลาด และก้อนคุณภาพสูงสุดในปัจจุบันมาจากบราซิล
ความเชื่อโบราณอธิบายพลังของโทแพซว่าสว่างและจัดระเบียบ คนนิยมสวมไว้ใกล้ตัวในรูปแหวน ต่างหู หรือจี้ ด้วยความเชื่อว่ามันปลอบใจและช่วยรักษาอารมณ์แจ่มใสท่ามกลางเรื่องยุ่งยากประจำวัน บางบ้านก็เก็บผลึกโทแพซไว้เป็นของประดับ โดยเชื่อว่าจะพาความสงบและความรู้สึกมั่งคั่งมาสู่พื้นที่
คุณสมบัติของโทแพซตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าช่วยให้กายกับใจกลับสู่สมดุลและมอบความรู้สึกเหมือนได้เริ่มใหม่
• ตามความเชื่อว่าสายพันธุ์โปร่งใสหนุนการเติบโตทางจิตใจ
• ในบันทึกเก่าถือว่าเป็นหินที่ดูแลดวงตา
• คนสมัยก่อนพกเป็นเครื่องรางเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
• เชื่อกันว่าทำให้ความคิดกระจ่างและใช้เหตุผลได้เป็นลำดับขั้น
• มีการกล่าวว่าเสริมการตัดสินใจอย่างเยือกเย็นในสถานการณ์เร่งด่วน
• ตามความเชื่อว่าพัฒนาสัญชาตญาณและช่วยเสนอทางออกในจังหวะที่ไม่มีเวลาคิด
• เชื่อกันว่าเพิ่มความกล้าให้ผู้ที่ต้องเผชิญแรงกดดัน
• ตามธรรมเนียมถือว่าเป็นหินกันของไม่ดีและความไม่เป็นธรรมจากผู้อื่น
• มีการกล่าวว่าหนุนการพัฒนาความสามารถและพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัว
• ในการแพทย์พื้นบ้านผูกหินนี้ไว้กับการเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย
• เชื่อกันว่าเติมกำลังให้ผู้ที่อ่อนแรงและกำลังฟื้นตัว
• สายพันธุ์สีฟ้าถูกยกให้ดึงดูดความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่ง
• คนสมัยก่อนเชื่อว่าช่วยให้เรียบเรียงความคิดออกมาได้ชัดและรักษาความสงบในบทสนทนาที่ยาก
โทแพซเป็นสัญลักษณ์ของความกระจ่างทางความคิด พลังภายใน และความซื่อตรงต่อตัวเอง ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้มักเป็นคนที่ให้ค่ากับการมองโลกตามความเป็นจริง และอยากเสริมทั้งความกล้ากับความสงบให้กับตัวเอง สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 8
โครงสร้างทางเคมี: Al₂SiO₄(F,OH)₂
ความถ่วงจำเพาะ: 3.49 - 3.57
จักระ: จักระท้อง, จักระคอ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม อย่าวางกลางแดดจัดเป็นเวลานาน เพราะสีจะซีดลง
เทอร์ควอยซ์เป็นหินทึบแสงที่มีสีอยู่ในช่วงตั้งแต่ฟ้าใสแบบท้องฟ้าไปจนถึงเขียวสด บางก้อนมีสีเรียบสม่ำเสมอ บางก้อนมีเส้นสายบาง ๆ สีทอง น้ำตาล หรือดำวิ่งพาดผ่าน ทำให้หินแต่ละชิ้นมีหน้าตาไม่เหมือนกันเลย ชื่อของมันมาจากภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมีความหมายทำนองว่าหินตุรกี เพราะวัตถุดิบล็อตแรก ๆ เดินทางเข้าสู่ยุโรปผ่านตุรกี
งานเครื่องประดับใช้เทอร์ควอยซ์กันมาตั้งแต่อียิปต์โบราณ ต่อมาก็ได้รับความนับถือในเปอร์เซีย ทิเบต และในหมู่ชนพื้นเมืองอเมริกาเหนือที่นิยมฝังบนตัวเรือนเงิน เทอร์ควอยซ์แท้หายากและราคาสูง ในตลาดจึงมีทั้งของเลียนแบบและหินย้อมสีอยู่มาก การแยกของแท้เป็นเรื่องยากแม้กับผู้ที่คุ้นเคย เวลาซื้อจึงควรตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเทอร์ควอยซ์เป็นหินเนื้อค่อนข้างนิ่มและมีรูพรุนสูง มันดูดซับน้ำแล้วอาจแตกร้าวหรือเปลี่ยนสีได้ จึงไม่ควรนำไปแช่น้ำเด็ดขาด ควรเลี่ยงน้ำหอม สบู่ และแดดจัดด้วย
ในตำราหิน เทอร์ควอยซ์ถูกอธิบายว่ามีพลังของความสงบและอารมณ์ที่ปลอดโปร่ง เชื่อกันว่ามันทำให้ความกระวนกระวายเบาลงและเติมแรงให้กลับมา คนนิยมสวมเป็นเครื่องประดับใกล้ตัว และบันทึกเก่าแนะนำให้เข้าตัวเรือนเงิน เพราะเชื่อว่าจะหนุนพลังของหินให้ชัดขึ้น
คุณสมบัติของเทอร์ควอยซ์ตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าคลายความกังวลและช่วยระบายความตึงของประสาท
• ตามธรรมเนียมมักแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในช่วงไว้ทุกข์พกไว้เพื่อปลอบใจ
• ตามความเชื่อว่าประคองผู้ที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจให้กลับสู่สมดุล
• บันทึกโบราณกล่าวว่าเสริมกำลังวังชาให้กับผู้ที่สวมใส่
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งปัญญา เชื่อกันว่าหนุนความคิดที่สุขุมรอบคอบ
• หลายวัฒนธรรมพกเป็นเครื่องรางกันของไม่ดีและสายตาริษยา
• สำหรับอาการไม่สบายท้อง คนสมัยก่อนนิยมทำเป็นหัวเข็มขัดหรือกำไล
• ในตำราหินผูกเทอร์ควอยซ์ไว้กับการประคองความดันโลหิตให้เป็นปกติ
• เชื่อกันว่าหนุนการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความปรองดอง เชื่อว่าลดความตึงเครียดระหว่างผู้คน
• ตามธรรมเนียมว่าทำให้พูดถึงความต้องการของตัวเองได้อย่างจริงใจ
• นักเดินทางสมัยก่อนพกติดตัวไปด้วย เพราะเชื่อว่าคุ้มครองให้พ้นอุบัติเหตุ
• ตามคติโบราณเชื่อว่าช่วยเรียกกำลังกลับมาในช่วงที่แบกภาระหนักเกินตัว
เทอร์ควอยซ์เป็นสัญลักษณ์ของสันติ ความสมดุลภายใน และการคุ้มครอง ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้มักเป็นคนที่ตามหาความสงบ คนที่กำลังฟื้นตัวหลังช่วงเวลาที่ยากลำบาก และผู้ที่ชอบหินซึ่งสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ขอเพียงดูแลอย่างระมัดระวังเพราะเนื้อหินบอบบางกว่าที่หลายคนคิด สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 5 - 6
โครงสร้างทางเคมี: CuAl₆(PO₄)₄(OH)₈·5H₂O
ความถ่วงจำเพาะ: 2.31 - 2.84
จักระ: จักระคอ, จักระหัวใจ, จักระตาที่สาม
การดูแล: อย่าแช่น้ำ เพราะหินมีรูพรุน ให้เช็ดด้วยผ้านุ่มแห้งและเก็บให้พ้นแสงแดดโดยตรง
หยกเป็นหินประดับที่คนทั่วโลกรู้จักจากสีเขียวเข้มอันอิ่มลึกเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้วยังพบในเฉดเหลือง ขาว น้ำตาล และดำ รวมถึงสายพันธุ์ที่มีจุดสีแดงกระจายอยู่ด้วย ชื่อในภาษาตะวันตกของมันมาจากภาษาสเปนซึ่งมีความหมายว่าหินแห่งบั้นเอว เพราะคนโบราณเชื่อกันว่าหินชนิดนี้บรรเทาอาการไม่สบายบริเวณไต
มนุษย์ใช้หยกทำเครื่องประดับ เครื่องราง รูปสลักขนาดเล็ก และวัตถุในพิธีกรรมมานับพันปี โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกที่หยกมีสถานะสูงกว่าอัญมณีทั่วไป เนื้อหยกเหนียวเป็นพิเศษเพราะโครงสร้างของมันสานกันแน่นเป็นเส้นใย ทำให้ทนแรงกระแทกได้ดีและเหมาะกับงานแกะสลักที่มีรายละเอียดสูง
ในตำราหิน หยกถูกอธิบายว่ามีพลังนุ่มนวลและปรับสิ่งต่าง ๆ ให้เข้าที่ คนจึงนิยมสวมไว้ใกล้ตัวเป็นสร้อยคอหรือแหวน ส่วนก้อนที่ขัดเรียบก็มักถูกกำไว้ในฝ่ามือ เชื่อกันว่าเมื่อหยกได้รับความอบอุ่นจากมือ ความรู้สึกที่ตึงอยู่จะค่อย ๆ คลายตาม
คุณสมบัติของหยกตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าปรับอารมณ์ที่แรงเกินไปให้ลดระดับลงและช่วยระงับปฏิกิริยาที่ฉับพลัน
• เมื่อกำไว้ในมือหยกจะอุ่นขึ้น ธรรมเนียมมองว่านี่คือวิธีผ่อนคลายที่เรียบง่ายที่สุด
• ตามความเชื่อว่ามอบความสงบและความมั่นใจในยามที่ใจหวั่นไหว
• เมื่อวางไว้บริเวณหัวใจ เชื่อกันว่าจะทำให้รู้สึกเบาขึ้นในยามอ่อนแรงและเหนื่อยล้า
• บันทึกโบราณยกให้เป็นหินแห่งความกล้า ความรอบคอบ และความรู้สึกยุติธรรม
• เชื่อกันว่าป้องกันไม่ให้หลงตัวเองหลังประสบความสำเร็จ
• ตามความเชื่อว่าช่วยไม่ให้ถูกอารมณ์พาไปและมองเรื่องต่าง ๆ ได้กระจ่างขึ้น
• ธรรมเนียมเก่ามักแนะนำหินนี้กับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง
• คนสมัยก่อนหยิบมาใช้เมื่อมีอาการไม่สบายเกี่ยวกับฟัน
• ได้ชื่อว่าเป็นหินที่ชำระสิ่งไม่จำเป็นออกจากร่างกาย
• ด้วยพลังที่สงบนิ่ง ตามความเชื่อจึงเหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน
• ตามธรรมเนียมถือว่าเป็นมิตรของนักพูด ครู และผู้บรรยาย
• ในหลายวัฒนธรรมมอบหยกให้กันเป็นของขวัญแทนคำอวยพรเรื่องอายุยืนและความราบรื่น
หยกเป็นสัญลักษณ์ของความสงบ ความสมดุลภายใน และความซื่อตรงต่อตัวเองและผู้อื่น ผู้ที่นิยมสวมมากที่สุดคือคนที่อยากทำให้อารมณ์นิ่งลง อยากรักษาสติในการตัดสินใจ และอยากทำงานอย่างมีสมาธิ สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 6 - 7
โครงสร้างทางเคมี: NaAlSi₂O₆ / Ca₂(Mg,Fe)₅Si₈O₂₂(OH)₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.90 - 3.38
จักระ: จักระหัวใจ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย

