อาเกตหรือที่คนไทยคุ้นกันในชื่อหินโมรา เป็นหินธรรมชาติที่มีหน้าตาหลากหลายที่สุดชนิดหนึ่งของโลก พบได้ทั้งสีแดง เทา ขาว ฟ้า น้ำตาล และเขียว โดยสีเหล่านี้มักเรียงตัวเป็นแถบซ้อนกันเป็นวง ทำให้หินแต่ละก้อนมีลวดลายไม่ซ้ำกันเลย เนื้อหินค่อนข้างแข็ง มีทั้งชั้นที่โปร่งแสงและทึบแสง ช่างเครื่องประดับจึงนิยมนำมาเจียระไนกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ชื่อของหินชนิดนี้มาจากแม่น้ำอาคาเตสบนเกาะซิซิลี ซึ่งเล่ากันว่าเป็นแหล่งที่มีการพบอาเกตเป็นครั้งแรก
ตั้งแต่ยุคเก่าก่อน อาเกตไม่ได้ถูกใช้เป็นเพียงของประดับเท่านั้น แต่ยังนำมาทำเป็นแหวน สร้อยคอ ตราประทับ และรูปสลักขนาดเล็ก อีกทั้งยังถูกพกไว้เป็นเครื่องรางสำหรับกันสิ่งไม่ดี ด้วยความที่เนื้อหินทนทานเป็นพิเศษ ของชิ้นเดิมจึงมักถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นภายในครอบครัว
ในตำราหินโบราณ อาเกตถูกจัดอยู่ในกลุ่มหินที่ให้ความรู้สึกสงบและหนักแน่น จึงมักถูกเลือกใช้ในการฝึกปรับสมดุลภายในใจ อาเกตแต่ละสายพันธุ์ที่มีสีและลายแถบต่างกันยังถูกผูกโยงกับการใช้งานที่ต่างกันไปด้วย ตามความเชื่อดั้งเดิมกล่าวว่าหินจะให้ผลชัดที่สุดเมื่อได้แนบผิวโดยตรง เพราะเชื่อกันว่าพลังของธรรมชาติโดยเฉพาะแสงอาทิตย์จะส่งผ่านเนื้อหินเข้าสู่ร่างกายได้สะดวกกว่า
คุณสมบัติของอาเกตตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าช่วยคุ้มครองผู้สวมใส่ให้พ้นจากอันตราย และประคองใจให้ตั้งหลักได้ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ
• ตามธรรมเนียมเก่ามักแนะนำให้ผู้ที่หลับยากพกติดตัว และเชื่อว่าช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานเป็นปกติ
• ตำราโบราณเล่าว่าหินชนิดนี้ช่วยให้มองข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และเห็นเรื่องต่าง ๆ ตามที่มันเป็นจริง
• มีการกล่าวถึงพลังของอาเกตว่าเข้มแข็งและหนักแน่น จึงถูกผูกกับความกระปรี้กระเปร่าและกำลังกายมาช้านาน
• เชื่อกันว่าช่วยคลายส่วนของร่างกายที่เกร็งตัว ทำให้ความตึงที่สะสมไว้ค่อย ๆ ผ่อนลง
• ในตำราหินระบุว่าอาเกตช่วยระบายพลังส่วนเกินที่ค้างอยู่ คนโบราณจึงหยิบมาพกในช่วงที่ชีวิตกดดัน
• ตามความเชื่อกล่าวว่าช่วยให้เข้ากับผู้คนได้ง่ายขึ้น และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เร็วขึ้น
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความกล้า เชื่อกันว่าช่วยหนุนใจให้ก้าวข้ามความกลัวที่ค้างคาอยู่
• คนสมัยก่อนเชื่อว่าอาเกตทำให้ความคิดแจ่มชัดและใช้เหตุผลได้เป็นระบบมากขึ้น
• ในความเชื่อพื้นบ้านผูกหินชนิดนี้ไว้กับความแข็งแรงของร่างกายและการไหลเวียนของน้ำเหลือง
• ตามคติโบราณเชื่อว่าช่วยประคองความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยเฉพาะกับคนที่ความดันค่อนข้างต่ำ
• ถูกพกเป็นเครื่องรางกันของไม่ดีและสายตาริษยามาหลายศตวรรษ เพราะลวดลายที่สะดุดตาจะรับสิ่งไม่ดีไว้ก่อน
• ด้วยพลังที่อบอุ่นและมีชีวิตชีวา เชื่อกันว่าช่วยให้มองเห็นแง่ดีของเหตุการณ์ในวันที่ใจห่อเหี่ยว
• มีความเชื่อว่าเด็กที่พกอาเกตไว้ในกระเป๋าจะใจเย็นลงและมีเรื่องกระทบกระทั่งกับเพื่อนน้อยลง
• ตามธรรมเนียมถือกันว่าเป็นหินแห่งความเบิกบานและความสงบภายในใจ
อาเกตเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในทางโลก ตามความเชื่อดั้งเดิมถือว่าช่วยกันพลังลบและเรียกความกล้าที่หายไปให้กลับคืนมา คนทำการค้ามักพกไว้ต่ำกว่าระดับเอว เช่น ในกระเป๋ากางเกง ส่วนรูปแบบแหวนเชื่อกันว่าเสริมความมั่นใจได้ดีเป็นพิเศษ ผู้ที่นิยมหินชนิดนี้ส่วนใหญ่คือคนที่มองหาความมั่นคง ความสงบ และความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้สรรพคุณที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 6.5 - 7
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.60 - 2.64
จักระ: จักระราก, จักระสะดือ, จักระหัวใจ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
มูนสโตนหรือหินพระจันทร์เป็นหินที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อารยธรรมยุคแรก ๆ โดยเฉพาะชาวโรมันที่ชอบนำมาทำเครื่องประดับ สีของมันมีทั้งขาวขุ่นคล้ายน้ำนม ส้มอ่อน และฟ้าจาง ๆ เนื้อหินส่วนใหญ่โปร่งแสง เมื่อกระทบแสงจะปรากฏประกายฟ้าเงินวิ่งอยู่ใต้ผิว ทำให้หินดูเหมือนเรืองแสงออกมาจากข้างใน ส่วนสายพันธุ์เรนโบว์จะเหลือบหลายสีพร้อมกัน
ชื่อของหินมาจากความเชื่อเก่าแก่ที่ว่ามันสะท้อนแสงของดวงจันทร์ มูนสโตนไม่ใช่แร่ที่แข็งนัก อีกทั้งเนื้อยังมีรูพรุน จึงต้องดูแลอย่างนุ่มนวลและไม่ควรนำไปแช่น้ำ แหล่งที่ขึ้นชื่อที่สุดอยู่ในบราซิล มาดากัสการ์ ศรีลังกา พม่า แทนซาเนีย และเม็กซิโก
ในตำราหิน มูนสโตนถูกอธิบายว่ามีพลังนุ่มนวลและชวนให้ใจสงบ เชื่อกันว่าช่วยจัดระเบียบความรู้สึกที่พันกันยุ่งและทำให้ความสมดุลภายในกลับคืนมา คนจึงนิยมสวมไว้ใกล้ตัว คนโบราณผูกหินชนิดนี้ไว้กับจักระสะดือ จักระท้อง และจักระหัวใจ และมักเลือกใส่ในช่วงที่ชีวิตกำลังเปลี่ยนผ่านจากบทหนึ่งไปสู่อีกบทหนึ่ง
คุณสมบัติของมูนสโตนตามความเชื่อ
• ตามความเชื่อกล่าวว่าคลายความตึงในใจและทำให้ยอมรับความรู้สึกของตัวเองได้ง่ายขึ้น
• ธรรมเนียมเก่าถือว่าช่วยระงับปฏิกิริยาที่รุนแรงและความกระวนกระวาย
• ในตำราหินระบุว่าทำให้ไวต่อความรู้สึกของคนรอบข้างและปรองดองกันได้ง่าย
• คนสมัยก่อนเชื่อว่าลดอัตตาลงและสอนให้อ่อนน้อม
• เชื่อกันว่าหนุนความเห็นอกเห็นใจ และทำให้ผู้สวมใส่ดูมีเสน่ห์ขึ้น
• สำหรับคู่รัก ตำราเก่าว่าช่วยเติมความอ่อนโยนและความรู้สึกดี ๆ ระหว่างกัน
• ตามความเชื่อกล่าวว่าทำให้สัญชาตญาณคมขึ้นและพูดคุยกันได้ราบรื่น
• คนที่รู้สึกว่าตัวเองดวงไม่ดีมักหันมาหาหินชนิดนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว
• ตามคติโบราณถือว่ากันสายตาริษยาและของไม่ดีได้
• ในธรรมเนียมพื้นบ้าน ผู้หญิงนิยมสวมเพื่อให้รอบเดือนมาเป็นปกติ
• เชื่อกันว่าบรรเทาอาการปวดเมื่อยและตะคริวที่ขาได้บ้าง
• บันทึกเก่าเล่าว่าช่วยผ่อนความเจ็บปวดในช่วงคลอดบุตร
• นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าช่วยควบคุมความอยากอาหารที่มากเกินไป
• ตามความเชื่อดั้งเดิมถือว่าเป็นหินคู่ใจของผู้ที่ต้องเดินทางในเวลากลางคืน
มูนสโตนเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนไหว ความสงบภายใน และวงจรที่หมุนเวียนของธรรมชาติ ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้มักเป็นคนที่ให้ค่ากับความละมุนละไมและกำลังมองหาความสมดุลทางอารมณ์ สรรพคุณที่กล่าวมาข้างต้นเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 6 - 6.5
โครงสร้างทางเคมี: KAlSi₃O₈
ความถ่วงจำเพาะ: 2.56 - 2.59
จักระ: จักระสะดือ, จักระตาที่สาม, จักระมงกุฎ
การดูแล: อย่าแช่น้ำ เพราะหินมีรูพรุน ให้เช็ดด้วยผ้านุ่มแห้งและเก็บให้พ้นแสงแดดโดยตรง
ออบซิเดียนคือแก้วภูเขาไฟตามธรรมชาติ เกิดขึ้นในบริเวณที่ลาวาร้อนแดงเย็นตัวลงเร็วเกินกว่าที่ผลึกจะมีเวลาก่อตัว จึงพบได้ในพื้นที่ที่มีต้นกำเนิดจากภูเขาไฟ ส่วนใหญ่อยู่ใกล้ปากปล่องเก่าและธารลาวาที่แข็งตัวแล้ว
เนื้อของมันวาวคล้ายแก้วและมีสีในโทนดำ น้ำตาล และเขียว สายพันธุ์ที่รู้จักกันดีที่สุดคือสโนว์ออบซิเดียน ซึ่งเป็นพื้นสีเข้มที่มีจุดสีอ่อนกระจายอยู่คล้ายเกล็ดหิมะ เนื่องจากหินชนิดนี้ไม่มีโครงสร้างผลึก เวลาแตกจึงเกิดขอบที่บางและคมมาก คนสมัยก่อนจึงนำมาทำหัวลูกศรและเครื่องมือตัดก่อนที่โลหะจะแพร่หลาย
ในสายวิชาหินโบราณ ออบซิเดียนถูกจัดว่าเป็นหินที่ดึงคนให้ติดพื้นอย่างแรง เชื่อกันว่าช่วยเรียกความสงบภายในกลับมา และในเวลาเดียวกันก็ผลักให้เรามองเข้าไปในตัวเองอย่างตรงไปตรงมา คนนิยมพกไว้เป็นเครื่องรางคุ้มครองหรือกำไว้ในมือในช่วงเวลาที่ต้องการความนิ่ง
คุณสมบัติของออบซิเดียนตามความเชื่อ
• ตามธรรมเนียมถือว่าเป็นหินที่ช่วยระบายความโกรธและความขุ่นเคืองที่เก็บกดไว้
• เชื่อกันว่าประคองผู้ที่มองเข้าไปในใจตัวเองได้ยาก และทำให้เรียกชื่อความกลัวของตัวเองออกมาได้
• มีการกล่าวว่าทำให้ความคิดและอารมณ์ที่หนักอึ้งปรากฏชัด จนวางมันลงได้ง่ายขึ้น
• ตามความเชื่อว่าช่วยปล่อยความทรงจำที่ไม่อยากหวนกลับไปหา
• ในความเชื่อพื้นบ้านกล่าวว่าคืนความรู้สึกดีและความอยากลงมือทำ
• ธรรมเนียมเก่าให้เครดิตหินนี้ว่าเผยแสงสว่างและจุดแข็งที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความจริง เชื่อกันว่าหนุนความซื่อตรงทั้งกับตัวเองและกับผู้อื่นแม้ในบทสนทนาที่ยาก
• ตามบันทึกโบราณกล่าวว่าคลายความตึงที่สะสมอยู่ในร่างกาย
• คนสมัยก่อนพกเป็นเครื่องรางกันของไม่ดีและสายตาริษยา โดยเฉพาะเวลาออกเดินทาง
• มีการกล่าวถึงหินนี้ว่าเป็นโล่ที่กันพลังไม่เป็นมิตรจากสภาพแวดล้อม
• เชื่อกันว่าเพิ่มความกล้าเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องหนัก
• ตามธรรมเนียมถือว่าช่วยปิดฉากเรื่องค้างคาจากอดีตให้จบลง
• ตำราเก่าเล่าว่าเหมาะกับผู้ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตบทใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ออบซิเดียนเป็นสัญลักษณ์ของความจริงใจ การคุ้มครอง และความกล้าที่จะมองความจริงตรง ๆ ผู้ที่หันมาหาหินชนิดนี้ส่วนใหญ่คือคนที่อยากจัดระเบียบอารมณ์ อยากอำลาสิ่งที่ผ่านไปแล้ว หรืออยากรู้สึกมั่นคงขึ้นในชีวิตประจำวัน สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 5 - 5.5
โครงสร้างทางเคมี: SiO₂ (แก้วภูเขาไฟ)
ความถ่วงจำเพาะ: 2.35 - 2.60
จักระ: จักระราก
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
เทอร์ควอยซ์เป็นหินทึบแสงที่มีสีอยู่ในช่วงตั้งแต่ฟ้าใสแบบท้องฟ้าไปจนถึงเขียวสด บางก้อนมีสีเรียบสม่ำเสมอ บางก้อนมีเส้นสายบาง ๆ สีทอง น้ำตาล หรือดำวิ่งพาดผ่าน ทำให้หินแต่ละชิ้นมีหน้าตาไม่เหมือนกันเลย ชื่อของมันมาจากภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมีความหมายทำนองว่าหินตุรกี เพราะวัตถุดิบล็อตแรก ๆ เดินทางเข้าสู่ยุโรปผ่านตุรกี
งานเครื่องประดับใช้เทอร์ควอยซ์กันมาตั้งแต่อียิปต์โบราณ ต่อมาก็ได้รับความนับถือในเปอร์เซีย ทิเบต และในหมู่ชนพื้นเมืองอเมริกาเหนือที่นิยมฝังบนตัวเรือนเงิน เทอร์ควอยซ์แท้หายากและราคาสูง ในตลาดจึงมีทั้งของเลียนแบบและหินย้อมสีอยู่มาก การแยกของแท้เป็นเรื่องยากแม้กับผู้ที่คุ้นเคย เวลาซื้อจึงควรตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเทอร์ควอยซ์เป็นหินเนื้อค่อนข้างนิ่มและมีรูพรุนสูง มันดูดซับน้ำแล้วอาจแตกร้าวหรือเปลี่ยนสีได้ จึงไม่ควรนำไปแช่น้ำเด็ดขาด ควรเลี่ยงน้ำหอม สบู่ และแดดจัดด้วย
ในตำราหิน เทอร์ควอยซ์ถูกอธิบายว่ามีพลังของความสงบและอารมณ์ที่ปลอดโปร่ง เชื่อกันว่ามันทำให้ความกระวนกระวายเบาลงและเติมแรงให้กลับมา คนนิยมสวมเป็นเครื่องประดับใกล้ตัว และบันทึกเก่าแนะนำให้เข้าตัวเรือนเงิน เพราะเชื่อว่าจะหนุนพลังของหินให้ชัดขึ้น
คุณสมบัติของเทอร์ควอยซ์ตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าคลายความกังวลและช่วยระบายความตึงของประสาท
• ตามธรรมเนียมมักแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในช่วงไว้ทุกข์พกไว้เพื่อปลอบใจ
• ตามความเชื่อว่าประคองผู้ที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจให้กลับสู่สมดุล
• บันทึกโบราณกล่าวว่าเสริมกำลังวังชาให้กับผู้ที่สวมใส่
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งปัญญา เชื่อกันว่าหนุนความคิดที่สุขุมรอบคอบ
• หลายวัฒนธรรมพกเป็นเครื่องรางกันของไม่ดีและสายตาริษยา
• สำหรับอาการไม่สบายท้อง คนสมัยก่อนนิยมทำเป็นหัวเข็มขัดหรือกำไล
• ในตำราหินผูกเทอร์ควอยซ์ไว้กับการประคองความดันโลหิตให้เป็นปกติ
• เชื่อกันว่าหนุนการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งความปรองดอง เชื่อว่าลดความตึงเครียดระหว่างผู้คน
• ตามธรรมเนียมว่าทำให้พูดถึงความต้องการของตัวเองได้อย่างจริงใจ
• นักเดินทางสมัยก่อนพกติดตัวไปด้วย เพราะเชื่อว่าคุ้มครองให้พ้นอุบัติเหตุ
• ตามคติโบราณเชื่อว่าช่วยเรียกกำลังกลับมาในช่วงที่แบกภาระหนักเกินตัว
เทอร์ควอยซ์เป็นสัญลักษณ์ของสันติ ความสมดุลภายใน และการคุ้มครอง ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้มักเป็นคนที่ตามหาความสงบ คนที่กำลังฟื้นตัวหลังช่วงเวลาที่ยากลำบาก และผู้ที่ชอบหินซึ่งสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ขอเพียงดูแลอย่างระมัดระวังเพราะเนื้อหินบอบบางกว่าที่หลายคนคิด สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 5 - 6
โครงสร้างทางเคมี: CuAl₆(PO₄)₄(OH)₈·5H₂O
ความถ่วงจำเพาะ: 2.31 - 2.84
จักระ: จักระคอ, จักระหัวใจ, จักระตาที่สาม
การดูแล: อย่าแช่น้ำ เพราะหินมีรูพรุน ให้เช็ดด้วยผ้านุ่มแห้งและเก็บให้พ้นแสงแดดโดยตรง
หยกเป็นหินประดับที่คนทั่วโลกรู้จักจากสีเขียวเข้มอันอิ่มลึกเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้วยังพบในเฉดเหลือง ขาว น้ำตาล และดำ รวมถึงสายพันธุ์ที่มีจุดสีแดงกระจายอยู่ด้วย ชื่อในภาษาตะวันตกของมันมาจากภาษาสเปนซึ่งมีความหมายว่าหินแห่งบั้นเอว เพราะคนโบราณเชื่อกันว่าหินชนิดนี้บรรเทาอาการไม่สบายบริเวณไต
มนุษย์ใช้หยกทำเครื่องประดับ เครื่องราง รูปสลักขนาดเล็ก และวัตถุในพิธีกรรมมานับพันปี โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกที่หยกมีสถานะสูงกว่าอัญมณีทั่วไป เนื้อหยกเหนียวเป็นพิเศษเพราะโครงสร้างของมันสานกันแน่นเป็นเส้นใย ทำให้ทนแรงกระแทกได้ดีและเหมาะกับงานแกะสลักที่มีรายละเอียดสูง
ในตำราหิน หยกถูกอธิบายว่ามีพลังนุ่มนวลและปรับสิ่งต่าง ๆ ให้เข้าที่ คนจึงนิยมสวมไว้ใกล้ตัวเป็นสร้อยคอหรือแหวน ส่วนก้อนที่ขัดเรียบก็มักถูกกำไว้ในฝ่ามือ เชื่อกันว่าเมื่อหยกได้รับความอบอุ่นจากมือ ความรู้สึกที่ตึงอยู่จะค่อย ๆ คลายตาม
คุณสมบัติของหยกตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าปรับอารมณ์ที่แรงเกินไปให้ลดระดับลงและช่วยระงับปฏิกิริยาที่ฉับพลัน
• เมื่อกำไว้ในมือหยกจะอุ่นขึ้น ธรรมเนียมมองว่านี่คือวิธีผ่อนคลายที่เรียบง่ายที่สุด
• ตามความเชื่อว่ามอบความสงบและความมั่นใจในยามที่ใจหวั่นไหว
• เมื่อวางไว้บริเวณหัวใจ เชื่อกันว่าจะทำให้รู้สึกเบาขึ้นในยามอ่อนแรงและเหนื่อยล้า
• บันทึกโบราณยกให้เป็นหินแห่งความกล้า ความรอบคอบ และความรู้สึกยุติธรรม
• เชื่อกันว่าป้องกันไม่ให้หลงตัวเองหลังประสบความสำเร็จ
• ตามความเชื่อว่าช่วยไม่ให้ถูกอารมณ์พาไปและมองเรื่องต่าง ๆ ได้กระจ่างขึ้น
• ธรรมเนียมเก่ามักแนะนำหินนี้กับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง
• คนสมัยก่อนหยิบมาใช้เมื่อมีอาการไม่สบายเกี่ยวกับฟัน
• ได้ชื่อว่าเป็นหินที่ชำระสิ่งไม่จำเป็นออกจากร่างกาย
• ด้วยพลังที่สงบนิ่ง ตามความเชื่อจึงเหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน
• ตามธรรมเนียมถือว่าเป็นมิตรของนักพูด ครู และผู้บรรยาย
• ในหลายวัฒนธรรมมอบหยกให้กันเป็นของขวัญแทนคำอวยพรเรื่องอายุยืนและความราบรื่น
หยกเป็นสัญลักษณ์ของความสงบ ความสมดุลภายใน และความซื่อตรงต่อตัวเองและผู้อื่น ผู้ที่นิยมสวมมากที่สุดคือคนที่อยากทำให้อารมณ์นิ่งลง อยากรักษาสติในการตัดสินใจ และอยากทำงานอย่างมีสมาธิ สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 6 - 7
โครงสร้างทางเคมี: NaAlSi₂O₆ / Ca₂(Mg,Fe)₅Si₈O₂₂(OH)₂
ความถ่วงจำเพาะ: 2.90 - 3.38
จักระ: จักระหัวใจ
การดูแล: ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม แล้วเช็ดให้แห้ง แสงแดดไม่ทำให้เสียหาย
มรกตคือเบริลสายพันธุ์สีเขียว และเป็นหนึ่งในอัญมณีที่มีค่าที่สุดของโลก สิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นคือสีเขียวเข้มอิ่มลึก เพราะสำหรับมรกตแล้วสีคือปัจจัยหลักที่กำหนดราคา มันหักเหแสงได้น้อยกว่าเพชร จึงไม่เปล่งประกายวิบวับเท่า แต่สีของมันสร้างความประทับใจได้ในแบบของตัวเอง
มรกตก่อตัวขึ้นในสายแร่ร่วมกับแคลไซต์และไพไรต์ ผลึกที่สะอาดหมดจดจึงหายากมาก เพราะเกือบทุกก้อนจะมีแร่อื่นแทรกอยู่ภายใน ก้อนที่ไม่มีรอยร้าวให้เห็นจึงมีราคาสูงที่สุด เนื้อของมันทนรอยขีดข่วนได้ดี แต่รอยแตกเล็ก ๆ ภายในทำให้เปราะเมื่อถูกกระแทก ด้วยเหตุนี้จึงมีธรรมเนียมการอาบน้ำมันมรกต โดยน้ำมันใสจะแทรกเข้าไปเติมรอยร้าวจิ๋ว ทำให้เนื้อดูสะอาดขึ้นและสีเด่นเต็มที่ ผลข้างเคียงคือมรกตห้ามล้างด้วยน้ำร้อนหรือเครื่องอัลตราโซนิกโดยเด็ดขาด เพราะน้ำมันจะหลุดออกและรอยร้าวจะปรากฏขึ้นมา
ก้อนที่งดงามที่สุดมาจากโคลอมเบีย ส่วนเหมืองแห่งแรกเปิดดำเนินการตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ มรกตประดับอยู่บนเครื่องราชูปโภคมาหลายศตวรรษ ตามธรรมเนียมตะวันตกถือเป็นหินประจำเดือนพฤษภาคม และในหลายประเทศยังนิยมมอบเป็นของขวัญครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบห้า
คุณสมบัติของมรกตตามความเชื่อ
• เชื่อกันว่าเสริมภูมิต้านทานตามธรรมชาติของร่างกาย
• ธรรมเนียมผูกหินนี้ไว้กับการปลอบประสาทและการคลายความตึงเครียด
• ตามความเชื่อโบราณว่าส่งผลดีต่อหัวใจและการไหลเวียนเลือด
• บันทึกเก่าแนะนำหินนี้กับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพปอดและการหายใจ
• เชื่อกันว่าหนุนการทำงานของไตและกระบวนการชำระของเสียในร่างกาย
• ได้ชื่อว่าเป็นหินแห่งมิตรภาพ เพราะเชื่อว่ากระชับความสัมพันธ์ที่จริงใจให้ยืนยาว
• ตามธรรมเนียมถือว่าคุ้มครองชีวิตคู่และความซื่อสัตย์ระหว่างกัน
• มีการกล่าวว่านำความปรองดองและความอบอุ่นมาสู่ความสัมพันธ์ในครอบครัว
• เชื่อกันว่าเสริมความรู้สึกภูมิใจและพอใจในสิ่งที่ทำสำเร็จมาแล้ว
• ตามความเชื่อว่าปลดความรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอออกไป
• ถูกเรียกว่าหินแห่งความกตัญญู เพราะสอนให้มองเห็นสิ่งดี ๆ รอบตัว
• เชื่อกันว่าเปิดหัวใจให้รับความรักและเติมความรื่นรมย์ในชีวิต
• ตามธรรมเนียมถือเป็นหินแห่งความมั่งคั่งที่สงบและความรู้สึกปลอดภัย
มรกตเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความรักที่สุกงอม และความสามารถที่จะมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ ผู้ที่เลือกหินชนิดนี้มักเป็นคนที่ให้ค่ากับความกลมเกลียวในครอบครัวและความสัมพันธ์ รวมถึงคนที่กำลังมองหาความมั่นใจแบบสงบนิ่ง สรรพคุณที่กล่าวมาเป็นความเชื่อและธรรมเนียมพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และใช้แทนการปรึกษาแพทย์ไม่ได้
ระดับความแข็ง: 7.5 - 8
โครงสร้างทางเคมี: Be₃Al₂Si₆O₁₈
ความถ่วงจำเพาะ: 2.67 - 2.78
จักระ: จักระหัวใจ
การดูแล: อย่าแช่น้ำ เช็ดให้แห้งหลังสวมใส่ และเก็บให้ห่างจากความร้อน

