ภูเขาลูกเดียวกันไม่ได้ใหญ่เท่ากันสำหรับทุกคน คนที่ขึ้นเขาทุกสุดสัปดาห์กับคนที่ไม่เคยขึ้นที่สูงเลย จึงไม่ได้ฝันถึงของอย่างเดียวกัน แม้จะบรรยายออกมาคล้ายกันก็ตาม
ในบรรดาภาพทั้งหมดของหนังสือความหมายฝัน ภูเขาเป็นภาพที่ความหมายแทบไม่เคยเปลี่ยน คือแทนงานใหญ่ชิ้นหนึ่งกับแรงที่งานนั้นเรียกร้อง สิ่งที่เปลี่ยนคือคุณอยู่ตรงไหนของมัน ตีนเขา ครึ่งทาง ยอด หรือมองอยู่ไกล ๆ โดยไม่คิดจะออกเดินเลย คนอ่านฝันจึงถามตำแหน่งก่อนถามความหมายเสมอ
คนที่ขึ้นเขาแทบทุกสุดสัปดาห์ฝันถึงภูเขาแบบเดียวกับที่คนอื่นฝันถึงถนนหน้าบ้าน ไม่มีอะไรพิเศษ ส่วนคนที่ไม่เคยขึ้นที่สูงกว่าตึกแถวเลย กำลังฝันถึงความใหญ่มากกว่าฝันถึงภูเขา ภูเขาแปลว่าอะไรสำหรับคุณตอนตื่น จะกำหนดฝันได้แม่นกว่าคำอธิบายกลางในหน้านี้ และไม่ว่าอ่านออกมาแบบไหน คำอ่านนั้นก็ไม่ได้บอกว่างานที่คุณแบกอยู่จะจบลงอย่างไร
ยืนที่ตีนเขาแล้วแหงนขึ้นไป คนโบราณอ่านว่าเป็นงานที่ยังไม่ได้เริ่ม โดยขนาดของภาพทำงานกับอารมณ์ไปแล้วครึ่งหนึ่ง กำลังปีนอยู่คือแรงที่ออกไปแล้ว และรายละเอียดมีน้ำหนักมาก ทางชัดหรือไม่ มีใครเดินข้าง ๆ หรือเปล่า หยุดพักบ่อยแค่ไหน ส่วนการถึงยอดนั้นตำราเก่าผูกไว้กับมุมมองมากกว่าชัยชนะ เพราะสิ่งที่คนฝันเล่าคือวิวที่เห็น ไม่ใช่ความรู้สึกว่าชนะ และการหาทางขึ้นไม่เจอเลยสักทาง มักวางคู่กับปัญหาที่ยังคิดก้าวแรกไม่ออก
ไม่ใช่ทุกแบบที่มีการปีน ภูเขาที่อยู่สุดขอบฟ้ามักตีความกันว่าเป็นเรื่องไกลตัวที่รู้ว่ามีอยู่ ส่วนภูเขาที่ขวางถนนไว้ อ่านเป็นสิ่งกีดขวางมากกว่าเป็นความท้าทาย ภูเขาที่มีหมอกบังยอดจนมองไม่เห็นปลายทาง ก็มีคำอ่านของตัวเอง คือยังประเมินไม่ได้ว่างานใหญ่แค่ไหนจนกว่าจะเข้าไปใกล้ ในหลายวัฒนธรรม ทั้งแถบหิมาลัย ญี่ปุ่น และในหมู่ชนพื้นเมืองอีกหลายกลุ่ม ภูเขาบางลูกเป็นที่เคารพเฉพาะของคนกลุ่มนั้น การฝันถึงภูเขาเหล่านั้นจึงเป็นเรื่องของธรรมเนียมกลุ่มนั้นโดยตรง ไม่ควรถูกกลืนเข้ามาเป็นความหมายเดียวกันหมด
ที่มาของภาพบางทีก็ตรงไปตรงมา คนที่เพิ่งดูสารคดีปีนเขาก่อนนอน คนที่ปวดน่องจากการเดินขึ้นบันไดทั้งวัน หรือคนที่มีงานกองอยู่จนนึกภาพกองนั้นเป็นเนินได้ง่าย ๆ ล้วนมีวัตถุดิบพร้อมอยู่แล้ว และภูเขาที่ขึ้นมาในคืนนั้นก็อาจมาจากน่องที่ยังล้าอยู่เท่านั้นเอง


