แผลเป็นถูกจัดไว้คนละหมวดกับบาดแผล เพราะเรื่องจบไปแล้ว คนอ่านฝันจึงไม่ค่อยถามว่ารอยนี้แปลว่าอะไร แต่ถามว่าทำไมถึงเป็นคืนนี้ ทั้งที่รอยอยู่กับคุณมาหลายปีอย่างเงียบ ๆ
รอยที่หัวเข่าซึ่งคุณเลิกมองไปหลายปีแล้ว จู่ ๆ ก็กลับมาชัดขึ้นมากลางความฝัน เส้นแบ่งของภาพนี้อยู่ตรงที่รอยแผลเป็นไม่ใช่แผลที่กำลังเปิดอยู่ แต่เป็นรอยที่ปิดตัวลงเรียบร้อยไปนานแล้ว คนโบราณจึงไม่ได้อ่านรอยแบบนี้เป็นเรื่องร้ายที่กำลังเกิด แต่อ่านเป็นร่องรอยของสิ่งที่ผ่านมาได้ และให้น้ำหนักกับคำถามว่าทำไมสายตาถึงกลับไปหยุดอยู่ตรงนั้นอีกครั้ง
ตำแหน่งของรอยสำคัญกว่าสาเหตุของรอยในการอ่านแบบนี้ รอยบนใบหน้าหรือบนมือ ซึ่งคนอื่นมองเห็นได้ ถูกจัดไว้กับเรื่องชื่อเสียงและการถูกจดจำด้วยประวัติบางอย่าง รอยที่อยู่ใต้เสื้อผ้ามักอ่านว่าเป็นเรื่องที่แบกไว้เงียบ ๆ และเจ้าของรอยเป็นคนเลือกเองว่าจะเล่าให้ใครฟัง ส่วนรอยที่โผล่มาโดยไม่มีความทรงจำเรื่องบาดแผลติดมาด้วย ตำราเก่ามักอธิบายว่าเป็นความยากลำบากที่รับช่วงกันมา คือแบบที่มาจากครอบครัวมากกว่ามาจากเหตุการณ์เดียว
คำถามแรกที่คนอ่านฝันถามคือทำไมต้องเป็นตอนนี้ รอยหนึ่งอยู่มาหลายปีแล้วไม่เคยเข้าฝันเลย พอมันโผล่ขึ้นมาจึงมักถูกอ่านว่ามีบางอย่างในปัจจุบันคล้ายกับเหตุการณ์ตั้งต้นมากพอจะเรียกมันขึ้นมา อาจเป็นความสัมพันธ์ที่คล้ายกัน ที่ทำงานที่บรรยากาศเหมือนเดิม หรือแค่วันครบรอบที่คุณไม่ได้ตั้งใจจำ คนเล่าฝันจำนวนไม่น้อยบอกว่าตอนกลางคืนกลับเห็นรอยที่ตอนกลางวันแทบไม่เคยมองแล้ว
ความฝันไม่รายงานเรื่องร่างกายของใครทั้งนั้น ไม่ว่าภาพนี้กำลังทำอะไรอยู่ มันก็ไม่ใช่ข้อมูลเรื่องเนื้อหนัง และคนอ่านฝันที่พออ่านได้ก็ไม่มีใครใช้มันแบบนั้น ถ้ารอยเก่าคันขึ้นมาตอนอากาศร้อน หรือเพิ่งเห็นรูปเก่าที่ตัวเองยังไม่มีรอยนี้ ภาพกลางคืนก็มีที่มาใกล้ ๆ ตัวรออยู่แล้ว ไม่ต้องเดินทางไปหาความหมายไกลถึงขนาดนั้น
ที่เหลือขึ้นอยู่กับเจ้าของรอย แผลเป็นที่เลือกเองกับแผลเป็นที่มีคนทำให้ ถือน้ำหนักตรงข้ามกันเลย และมีแต่คนฝันที่รู้ว่าคืนนั้นเป็นรอยไหน คนที่มีรอยจากการผ่าตัดซึ่งดีใจที่ได้ผ่า ย่อมไม่อ่านภาพนี้แบบเดียวกับคนที่มีรอยจากอุบัติเหตุที่ยังไม่อยากพูดถึง


