คำว่าแพะรับบาปติดปากคนไทยจนแทบกลายเป็นความหมายเดียวของสัตว์ชนิดนี้ แต่คนโบราณบันทึกไว้คนละเรื่อง คือสัตว์เลี้ยงที่หากินเก่ง และนักปีนที่เท้าแทบไม่เคยพลาด
แพะกินได้เกือบทุกอย่าง และอยู่รอดบนพื้นที่แห้งแล้งซึ่งวัวควายอยู่ไม่ได้ ตำราเก่าที่เขียนขึ้นในสังคมเกษตรจึงนับสัตว์ชนิดนี้ไว้ในกลุ่มความพอมีพอกิน ไม่ใช่ความร่ำรวย แต่เป็นการมีพอไปได้เรื่อย ๆ ถัดจากคำอ่านนั้นยังมีอีกเส้นที่เก่าพอกัน คือแพะในฐานะนักปีน ที่เดินบนหินชันได้มั่นคงกว่าสัตว์เลี้ยงชนิดไหน ส่วนสิ่งที่คนตื่นมาแล้วจำได้ กลับไม่ใช่ทั้งตัวสัตว์ แต่เป็นดวงตาที่มีรูม่านตาเป็นแนวนอน กับท่ายืนจ้องกลับมาแบบไม่ยอมขยับ
สิ่งที่พันอยู่กับสัตว์ชนิดนี้หนักที่สุดกลับไม่ใช่คำทำนาย แต่เป็นสำนวน คนไทยพูดคำว่าแพะรับบาปกันจนติดปาก ส่วนภาพปีศาจมีเขาในงานจิตรกรรมยุโรปยุคกลาง ก็ทำให้แพะดูน่ากลัวเกินตัวไปอีกชั้นหนึ่ง ทั้งสองอย่างนี้เป็นมรดกเฉพาะถิ่น ไม่ใช่ความหมายสากลของสัตว์ ถ้าคุณเอาสำนวนไปวางทับความฝันตั้งแต่วินาทีแรก คุณจะได้อ่านเรื่องของคนอื่นแทนที่จะได้อ่านเรื่องของตัวเอง
เนื้อหาส่วนใหญ่ในตำราวนอยู่กับสามเรื่องนี้ บางตำราบอกว่าแพะคือการอยู่ได้ด้วยของน้อยและอยู่ได้ดีด้วย บางเล่มให้น้ำหนักไปที่การทรงตัว คือช่วงที่ทางชันแต่ผ่านไปได้โดยไม่ต้องโวยวาย ส่วนเรื่องที่สามคือการไม่ยอมขยับ อันนี้คนฝันมักนึกออกเองโดยไม่ต้องมีใครบอก เพราะแพะที่ยันขาแล้วจ้องหน้าเป็นภาพที่ตลกและดื้อพอ ๆ กัน คำอ่านจึงชวนให้ย้อนดูว่าในชีวิตประจำวันมีอะไรที่ยันขาอยู่แบบเดียวกันหรือไม่
อีกเรื่องที่มักถูกข้ามไปคือที่มาแบบธรรมดาของภาพนี้ คลิปที่คุณเลื่อนผ่านก่อนนอน หรือทริปไปฟาร์มเมื่อสุดสัปดาห์ ล้วนพอจะส่งแพะเข้าไปในฝันได้โดยไม่ต้องมีความหมายอะไรซ่อนอยู่เลย ตำราเก่าไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ เพียงแต่เขียนขึ้นในยุคที่สัตว์เลี้ยงอยู่หลังบ้านแทบทุกหลัง จึงให้น้ำหนักกับภาพนี้มากกว่าที่คนเมืองจะรู้สึกได้
คนที่เลี้ยงแพะจริงรู้ดีว่ามันเสียงดัง อยากรู้อยากเห็น และหนีออกจากคอกเก่งมาก ฝันของคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องแพะจริง ๆ ไม่ใช่สัญลักษณ์อะไร ส่วนคนที่เจอแพะครั้งเดียวในสวนสัตว์เปิด หรือเคยโดนขวิดตอนเด็ก จะพาสัตว์คนละตัวเข้าไปในความฝัน เริ่มจากความทรงจำของคุณเองก่อน แล้วคำอ่านเก่าจะกลายเป็นความเห็นที่สอง ไม่ใช่คำตัดสิน


