บานที่เปิดโล่งกับบานที่ฝืดจนดันไม่ขึ้น ให้ความรู้สึกคนละขั้วกันเลย ตำราจึงไม่ได้ตัดสินจากตัวหน้าต่าง แต่ตัดสินจากสิ่งที่คนฝันกำลังทำอยู่ตรงบานกระจกนั้น
บานกระจกกั้นห้องออกจากถนนได้ แต่กั้นสายตาไม่ได้ ตรงจุดนี้เองที่การตีความฝันเกาะไว้มาตลอด เพราะหน้าต่างทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกัน มันให้คนฝันมองออกไปข้างนอกโดยไม่ต้องเดินออกไป และมันปล่อยให้บางอย่างเข้ามาข้างในได้ ภาพนี้จึงตกทอดกันมาในสองความหมาย ด้านหนึ่งคือมุมมอง อีกด้านคือโอกาสหรือการเปิดตัวเองออก และสิ่งที่คนฝันกำลังทำอยู่ตรงบานนั้น เป็นตัวชี้ว่าความหมายไหนใช้ได้กับคืนนั้น
หน้าต่างที่แตกมีน้ำหนักมากกว่าแบบอื่นของภาพนี้ มักตีความกันว่าเป็นบางอย่างที่ถูกฝืนเข้ามา หรือเป็นความรู้สึกว่าเครื่องกำบังกำลังหลุดออก และเป็นไม่กี่แบบที่คนตื่นมาแล้วความรู้สึกยังติดตัวอยู่ ส่วนบานที่ทาสีทับจนติดแน่น หรือบานที่ดันเท่าไรก็ไม่ยอมเลื่อน เชื่อกันมาว่าเป็นการมองเห็นทางออกแต่เอื้อมไปไม่ถึง ทั้งสองแบบไม่ใช่คำเตือนอะไรทั้งนั้น ทั้งสองแบบเป็นคำบรรยายตำแหน่งที่ใครคนหนึ่งกำลังยืนอยู่
คนส่วนใหญ่ที่ฝันถึงหน้าต่าง กำลังฝันถึงหน้าต่างบานใดบานหนึ่งโดยเฉพาะ บานในห้องนอนวัยเด็ก บานเหนืออ่างล้างจาน บานที่มองออกไปจากทางเดินโรงพยาบาล หรือบานในห้องเช่าช่วงสัปดาห์ที่แย่ที่สุดสัปดาห์หนึ่ง
ถ้าคุณจำบานนั้นได้ ความทรงจำที่ติดมากับมันคือคำอ่านตัวจริง และทุกอย่างที่เขียนไว้ข้างบนนี้เป็นได้แค่เชิงอรรถของมัน ลมร้อนที่พัดเข้ามาตอนบ่าย หรือเสียงถนนที่ลอดเข้ามาทั้งคืน ก็พาหน้าต่างเข้าไปในฝันได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องมีสัญลักษณ์อะไรมาเกี่ยวเลย พัดลมที่หมุนอยู่ข้างหน้าต่างทั้งคืน ก็เข้าไปอยู่ในฝันได้ง่ายพอกัน


