ตัวน้ำไม่ได้เป็นคนตัดสินคำอ่าน ที่ยืนของคนฝันต่างหากที่ตัดสิน สายที่แห้งจนเห็นก้นทราย สายที่กำลังหลาก และสายที่ใสจนมองเห็นก้อนหิน จึงไม่ได้อยู่ในคำอธิบายเดียวกัน
น้ำที่ไหลกับน้ำที่นิ่งอ่านกันคนละทางมาแต่ไหนแต่ไร แม่น้ำมีทิศ มีต้นทาง และมีฝั่งอีกด้านที่มองเห็นได้ ตำราเก่าจึงวางมันไว้กับเส้นทางที่ชีวิตกำลังเดิน ไม่ใช่กับก้อนความรู้สึกแบบทะเล สิ่งที่ชี้ว่าฝันนี้อ่านอย่างไร คือคุณอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับสายน้ำนั้น
การอยู่ในแม่น้ำย้ายคำถามไปที่ว่าคนฝันมีสิทธิ์ตัดสินใจแค่ไหน น้ำใสและไหลเรื่อยถูกเล่าด้วยคำแนวมองเห็นชัดและไว้ใจได้ น้ำเชี่ยวหรือน้ำขุ่นถูกเล่าด้วยคำแนวกดดันและมองไม่เห็นทาง แม่น้ำที่กำลังหลาก ตำราเก่าถือว่าเป็นเรื่องที่มีแรงส่งของตัวเองอยู่แล้ว และการถูกพัดไปกับกระแสพบมากที่สุดหลังช่วงที่เหตุการณ์เดินเร็วกว่าการตัดสินใจ อีกข้อที่ควรนึกถึงก่อนใส่ความหมายอะไรลงไป คือคนที่ว่ายน้ำประจำฝันถึงน้ำมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว
สะพาน ท่าข้าม หินที่เรียงให้เหยียบ และคนแจวเรือจ้าง โผล่ทั้งในบันทึกฝันและในตำนานของกลุ่มคนที่อยู่คนละซีกโลก ในเรื่องเล่าเหล่านั้นแม่น้ำมักทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างสถานะหนึ่งกับอีกสถานะหนึ่ง คนอ่านฝันรับความคิดนั้นมาใช้กับเรื่องประจำวัน ออกจากงาน จบความสัมพันธ์ ย้ายประเทศ หรือโตขึ้นอีกขั้น สิ่งที่คุ้มกับการนึกถึงไม่ใช่ฝั่งโน้น แต่เป็นตัวความพยายามเอง ข้ามได้ ถอยกลับกลางทาง หรือยืนอยู่ฝั่งนี้แล้วตัดสินใจไม่ข้าม
การเดินไปตามแม่น้ำมักถูกเล่าว่าไปตามสภาพที่เป็นอยู่ ทิศเป็นตัวเพิ่มรายละเอียด ไปตามน้ำดึงคำแนวสบายออกมา และบางทีก็ดึงคำแนวลอยไปเรื่อย ๆ ขึ้นกับว่าฝันนั้นรู้สึกผ่อนคลายจริงหรือเปล่า ส่วนการฝืนขึ้นทวนน้ำถือกันว่าเป็นแรงที่ออกสวนทาง ซึ่งคนฟังมักรู้ตัวทันทีและบางครั้งก็ไม่อยากยอมรับเลย แม่น้ำที่แห้งจนเห็นก้นทรายเป็นอีกแบบที่คนเล่าถึงอยู่เรื่อย ๆ และมักวางคู่กับช่วงที่แรงหมด หรือเรื่องที่เคยเดินอยู่แล้วหยุดไปเฉย ๆ
แม่น้ำที่คุณลงไปเล่นทุกหน้าร้อนตอนเด็ก กับแม่น้ำที่เคยเกิดเรื่องน่ากลัวขึ้นสักครั้ง ไม่ใช่ภาพเดียวกันและไม่ควรอ่านเหมือนกัน ภาพส่วนตัวชนะสัญลักษณ์กลางทุกครั้งไป และควรให้มันชนะตั้งแต่ประโยคแรก


