ตำราวางครูไว้สองที่พร้อมกัน คือคนที่ตรวจงานและคนที่ชี้ทาง ส่วนคำถามที่ใช้ได้จริงมักไม่ได้อยู่ในตำรา แต่อยู่ในปฏิทินของคุณเองว่าช่วงนี้มีอะไรกำลังถูกวัดอยู่บ้าง
กลิ่นทางเดินหน้าห้องเรียน เสียงพัดลมเพดานที่หมุนช้า ๆ ตอนบ่าย หรือโต๊ะตัวที่เคยนั่งประจำ ฝันดึงรายละเอียดพวกนี้ขึ้นมาได้แม่นจนคนฝันตกใจ และเกือบทุกครั้งมีบางอย่างกำลังถูกวัดอยู่ในชีวิตตอนตื่น ตำราเก่าเข้าใจครูว่าเป็นส่วนของคนฝันที่คอยประเมินงาน ภาพนี้จึงอยู่รอดมาได้อีกนานหลังจากออกจากห้องเรียนจริงไปแล้ว คำอ่านสายที่สองซึ่งเก่าพอ ๆ กันคือการชี้ทางมากกว่าการตัดสิน คือคำสอนที่ได้รับมาแล้วแต่ยังไม่ได้ทำตาม ครูจึงเป็นร่างที่คนวัยทำงานเล่าถึงพอ ๆ กับที่เด็กนักเรียนเล่า
ที่นั่งของคนฝันในห้องนั้นทำงานไม่แพ้ตัวครู การนั่งอยู่โดยไม่ได้เตรียมตัวและตอบอะไรไม่ได้ เป็นฝันที่ผู้ใหญ่ซึ่งออกจากระบบการศึกษามาหลายสิบปีเล่ากันมากที่สุดแบบหนึ่ง และมักมาเป็นกลุ่มในช่วงที่เพิ่งถูกจับตาในที่ทำงาน การได้รับคำชม ธรรมเนียมอ่านว่าเป็นการยอมรับตัวเองที่ยังไม่เคยพูดออกมาที่ไหน การยืนสอนอยู่หน้าห้องอ่านว่าเป็นความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของคนอื่น และคนที่เพิ่งได้ดูแลทีมหรือเพิ่งมีลูกเล่าฝันแบบนี้บ่อย ส่วนการเถียงกับครูมักอ่านว่าเป็นการทะเลาะกับกฎที่ได้รับมา ไม่ใช่กับคนที่เอากฎมาส่ง
คนตีความจัดการกับครูที่จำหน้าได้ต่างจากครูที่ไม่มีหน้าโดยสิ้นเชิง ครูที่มีชื่อจากโรงเรียนของคุณเองพาทั้งช่วงชีวิตนั้นมาด้วย ถ้าคนคนนั้นเคยหล่อหลอมคุณไม่ว่าทางดีหรือทางร้าย ประวัติตรงนั้นคือคำอ่านทั้งหมด และความหมายกลาง ๆ เป็นแค่เสียงรบกวนรอบ ๆ ส่วนครูที่นึกหน้าไม่ออกมักอ่านกันอย่างเป็นนามธรรมกว่า คือมาตรฐานที่ลอยอยู่ในอากาศ ไม่ใช่มาตรฐานของใครคนใดคนหนึ่ง
ฝันกลุ่มนี้ไม่ได้กระจายเท่ากันตลอดปีเลย คนเล่ากันมากขึ้นตอนเปิดเทอม ก่อนช่วงประเมิน และตลอดช่วงที่ผลงานกำลังถูกตรวจ นี่เป็นคำอธิบายง่าย ๆ และบ่อยครั้งก็เป็นคำอธิบายที่ถูกต้อง ข้อนี้ไม่ได้ทำให้ภาพหมดความหมาย แต่แปลว่าตัวกระตุ้นมักมองเห็นได้ ถ้าเปิดปฏิทินของคุณเองดูก่อนจะไปเปิดหาที่อื่น ลองย้อนดูวันก่อนหน้านั้นด้วยว่าได้ยินอะไรมาบ้าง เสียงเตือนเรื่องงานที่ค้าง หรือข่าวสอบเข้าของเด็กในบ้าน ก็พาห้องเรียนกลับเข้ามาได้เหมือนกัน


