ความเงียบเป็นสิ่งแรกที่คนเล่า ความหนาวมาทีหลังเสมอ ลำดับนั้นเองที่ทำให้คำอธิบายเก่าไปลงที่การรอ ไม่ใช่ที่ความยากลำบากอย่างที่หลายคนเดาไว้
เมืองไทยไม่มีหิมะตก แต่คนไทยฝันถึงมันอยู่เรื่อย ๆ และเกือบทุกคนที่เล่าฝันแบบนี้พูดถึงความเงียบก่อนพูดถึงความหนาว ลำดับนั้นตรงกับความหมายที่เก่าที่สุดพอดี ตำราไม่ได้อ่านหิมะเป็นความลำบาก แต่อ่านเป็นการหยุดค้าง มีบางอย่างถูกคลุมไว้ ถูกกดให้นิ่ง แล้วรออุณหภูมิเปลี่ยนก่อนจึงจะขยับได้
ช่องว่างตรงนี้ตามเข้าไปในฝันด้วย สำหรับคนที่ต้องโกยหิมะออกจากหน้าบ้านทุกฤดูหนาว หิมะคืองาน สำหรับคนที่เห็นมาสามครั้งในชีวิต หิมะคือเหตุการณ์ และสำหรับคนที่รู้จักมันจากจอเท่านั้น หิมะมักมาพร้อมความรู้สึกแบบวันหยุดหรือแบบเทพนิยาย ซึ่งเป็นวัตถุดิบคนละชุดกับที่ตำราต้นทางใช้เขียนความหมายไว้แต่แรกเลย
ไม่ใช่ฝันหิมะทุกเรื่องที่หม่น แบบที่รื่นรมย์ควรมีที่ของตัวเองด้วย หิมะที่ตกอยู่ข้างนอกแล้วมองจากในห้องอุ่น ๆ ถือกันว่าเป็นการหยุดพักที่อยากได้เอง หิมะใหม่ที่ยังไม่มีใครเหยียบ จัดรวมกับภาพเรื่องการเริ่มต้น และคนอ่านฝันมักชี้ไปที่รอยเท้าชุดแรกว่าเป็นรายละเอียดสำคัญ ส่วนหิมะที่ตกไม่ยอมหยุด วางคู่กับภาพเรื่องการถูกตัดขาด และพบมากในคำเล่าของคนที่กำลังผ่านช่วงที่แทบไม่ได้คุยกับใคร
ความหมายสองสายเดินคู่กันมาตลอด สายแรกบอกว่าหิมะปิดบัง ภูมิประเทศที่คุ้นเคยกลายเป็นที่ที่จำไม่ได้ และการอ่านจะชี้ไปที่บางอย่างซึ่งคุณเริ่มมองไม่ชัดแล้ว สายที่สองบอกว่าหิมะปกป้อง แบบที่มันคลุมดินและเมล็ดไว้ให้รอดข้ามหน้าหนาว การอ่านจะชี้ไปที่บางอย่างที่ถูกเก็บไว้ ไม่ใช่ถูกทำหาย จะใช้สายไหนมักตัดสินจากว่าฝันนั้นรู้สึกสงบหรือรู้สึกหลงทาง คนอ่านที่ถือทั้งสองสายไว้พร้อมกันมักย้อนถามว่าคุณคิดว่าอะไรอยู่ใต้ชั้นนั้น
ความหนาวจริงก็พาภาพนี้มาได้ง่าย ๆ แอร์ที่ตั้งไว้ต่ำเกิน ผ้าห่มที่เลื่อนหลุดกลางดึก หรือหน้าต่างที่ลืมปิด สมองจะสร้างภูมิประเทศขึ้นมาอธิบายความรู้สึกนั้น คำถามที่ภาพนี้ตั้งไว้จึงเป็นเพียงว่ามีอะไรในชีวิตคุณที่เงียบลง และความเงียบนั้นคุณอยากให้มีอยู่หรือไม่


