ช่องว่างระหว่างแสงกับเสียงคือสิ่งที่ตำราเก็บไว้ใช้ คนโบราณเทียบมันกับระยะห่างระหว่างเรื่องที่เกิดไปแล้ว กับตอนที่คนฝันเพิ่งได้รู้เรื่องนั้น
คนที่ฝันถึงฟ้าร้องมักเล่าไม่ได้เลยว่าท้องฟ้าคืนนั้นเป็นสีอะไร จำได้แต่เสียง สมุดฝันเกือบทั้งเล่มบันทึกสิ่งที่ตาเห็น หน้านี้เป็นหนึ่งในไม่กี่หน้าที่บันทึกสิ่งที่หูได้ยิน และความต่างตรงนั้นเปลี่ยนคำอ่านทั้งหมด ฟ้าร้องมักถือกันว่าเป็นการประกาศ ไม่ใช่ตัวเหตุการณ์ เพราะเสียงเดินทางตามมาหลังจากสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ตำราจึงแยกมันออกจากฟ้าแลบ แล้วอ่านว่าเป็นข่าวของเรื่องหนึ่ง มากกว่าเป็นตัวเรื่องเอง
คำอธิบายแบบธรรมดามีที่ยืนในหน้านี้ เสียงจริงข้ามเข้าไปในการหลับได้ง่ายมาก และฟ้าร้องคือตัวอย่างที่ชัดที่สุด พายุจริงนอกบ้าน ประตูที่ถูกกระแทก รถบรรทุกหนักที่วิ่งผ่าน หรือเสียงจากถนนตอนตีสาม ล้วนถูกดูดเข้าไปแล้วเขียนใหม่เป็นเสียงบนฟ้าได้ทั้งนั้น คนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีพายุตามฤดูมักเล่าความฝันแบบนี้เป็นช่วง ๆ ตามฤดู และไม่ได้ลึกลับอะไรเลย การย้อนดูว่าคืนนั้นอากาศเป็นอย่างไรจึงเป็นก้าวแรกที่สมเหตุสมผลและไม่เสียอะไร
ในความฝันที่มีทั้งสองอย่าง ตำราเก่าให้หน้าที่ไว้คนละอย่าง ฟ้าแลบคือตัวจังหวะที่เกิด เฉียบและเจาะจง ส่วนฟ้าร้องคือสิ่งที่มาถึงคุณทีหลัง ช่องว่างระหว่างสองอย่างนี้ถูกตีความว่าเป็นระยะห่างระหว่างเรื่องที่เกิด กับตอนที่คุณได้รู้เรื่องนั้น เสียงครืน ๆ ที่ดังอยู่ไกลและไม่เคยมาถึงสักที เป็นแบบที่มีคนเล่าถึงบ่อยที่สุด มักตีความกันว่าเป็นความรู้สึกว่ามีอะไรก่อตัวอยู่นอกสายตา ส่วนเสียงเปรี้ยงเดียวเหนือหัวอ่านว่าเป็นข่าวที่มาถึงพร้อมกันทีเดียว
น้ำเสียงของความฝันสำคัญกว่าความดัง ฟ้าร้องที่ได้ยินจากในที่กำบังโดยไม่มีความกลัวปนอยู่ ปรากฏในหลายธรรมเนียมในฐานะภาพของขนาด และของแรงที่ใหญ่กว่าคนหนึ่งคน ไม่ถือเป็นภัยเลย ส่วนฟ้าร้องที่ทำให้ใจหายอยู่ใกล้กับความหวาดระแวงมากกว่า และคุณจะรู้ตัวเองเสมอว่าคืนนั้นได้แบบไหนมา
คนที่โตมากับฝนที่มาตรงเวลาทุกปีไม่ได้ยินเสียงฟ้าในฝันแบบเดียวกับคนที่กลัวมันมาตั้งแต่เด็ก ความต่างตรงนั้นตัดสินความหมายไปก่อนที่ตำราเล่มไหนจะได้พูดอะไร และถ้าเทียบกับพายุที่เป็นอากาศทั้งระบบ ฟ้าร้องเป็นเพียงเสียงประกาศของระบบนั้น จึงอ่านแคบกว่าและเจาะจงกว่า


