สองด้านของสัญลักษณ์นี้ไม่เคยลงรอยกันเลย ด้านหนึ่งอ่านการได้เงินเป็นเรื่องดี อีกด้านอ่านกลับหัวเป็นการเสีย สิ่งที่เหลืออยู่จริงคือคำถามว่าคุณรู้สึกว่ามีพอหรือไม่พอ
คนที่ตื่นมาแล้วจำได้ว่ากำลังนับเงินอยู่ มักจำจำนวนไม่ได้เลย จำได้แต่ความรู้สึกว่าจะพอหรือไม่พอ ตรงนี้คือจุดที่การอ่านฝันสนใจ เพราะเงินในฝันแทบไม่เคยหมายถึงตัวเงินจริง คนอ่านใช้ภาพนี้เป็นเครื่องวัดคุณค่า วัดแรงที่ยังเหลืออยู่ และวัดสิ่งที่คุณเชื่อว่าตัวเองมีให้ใช้ได้
ไม่ค่อยมีสัญลักษณ์ไหนขัดกันเองชัด ๆ แบบนี้ ตำราฝันรุ่นเก่าบอกว่าเก็บเงินได้เป็นเรื่องดี แล้วเตือนในบรรทัดถัดมาว่าเงินในฝันมักกลับด้าน คือได้แปลว่าเสีย และเสียแปลว่าโล่ง สิ่งที่เหลือรอดจากความสับสนนี้คือความคิดที่ว่าภาพเงินพูดถึงค่าของสิ่งต่าง ๆ มากกว่าพูดถึงจำนวน
การนับเป็นแบบที่มีคนเล่ามากที่สุด เชื่อกันมาว่าเป็นการสำรวจว่าของที่มีอยู่จะยืดไปได้ถึงไหน การเจอธนบัตรหรือเหรียญเล็ก ๆ ตกอยู่บนพื้น ธรรมเนียมอ่านว่าเป็นการเพิ่งสังเกตเห็นของมีค่าที่วางอยู่ตรงนั้นมานาน ซึ่งอาจเป็นทักษะ เป็นมิตรภาพ หรือเป็นเวลาว่างวันละชั่วโมง การยื่นเงินให้ใครสักคน อ่านกันว่าเป็นการลงแรงกับคนคนนั้น ส่วนการรับเงินจากคนอื่น ตำราเก่าอ่านว่าเป็นการยอมรับ แต่หลายสายเติมความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเข้าไปด้วย
ธนบัตรที่ยุ่ยคามือ เหรียญที่ขนาดผิดไป เงินของประเทศที่ไม่มีอยู่จริง ภาพพวกนี้มีคนเล่าบ่อย ๆ และมักอ่านเป็นความลังเลต่อค่าของสิ่งที่คุณเพิ่งได้รับข้อเสนอมา หรือตกลงไปแล้ว ส่วนเงินปลอมคือรูปที่แรงที่สุดของความลังเลนั้น เพราะผูกกับความสงสัยว่ามีการเสแสร้งอยู่ ไม่ว่าจะในสถานการณ์หรือในตัวเอง
ไม่มีฝันเรื่องไหนบอกล่วงหน้าได้ว่าจะมีเงินเข้าหรือมีบิลมาถึง และไม่ควรเอาแนวอ่านนี้ไปใช้ตัดสินใจเรื่องการเงินสักเรื่องเดียว สิ่งที่ธรรมเนียมพูดถึงคือความรู้สึกว่าพอหรือไม่พอ ไม่ใช่ตัวเลข ถ้าฝันแบบนี้วนมาซ้ำในช่วงที่ชีวิตจริงกำลังตึงเรื่องเงิน คำอธิบายธรรมดาคือคำอธิบายที่หนักแน่นที่สุด เพราะความกังวลตามคนเข้าไปในห้องนอนได้เสมอ
อีกอย่างที่มีน้ำหนักคือเงินมีความหมายอย่างไรในบ้านที่คุณโตมา คนที่โตมาในบ้านที่ต้องนับทุกเหรียญ ไม่ได้รู้สึกกับธนบัตรกำหนึ่งเหมือนคนที่ไม่เคยต้องคิดเรื่องนี้เลย ความต่างตรงนี้หนักกว่าอะไรก็ตามที่พจนานุกรมสัญลักษณ์บอกได้


