คนเล่าฝันมักจำหน้าคู่กรณีไม่ได้ แต่จำได้แม่นว่าโกรธแค่ไหน คนอ่านฝันจึงเริ่มจากคำถามว่าเถียงกับใคร แล้วค่อยดูต่อว่าเสียงของคุณดังออกมา หรือถูกกลบไปตั้งแต่ประโยคแรก
บางเช้าคนเราลืมตาขึ้นมาแล้วยังโกรธอยู่ ทั้งที่คนที่โกรธก็นอนอยู่ตรงนั้นและไม่ได้ทำอะไรเลย สิ่งที่เหลือจากฝันแบบนี้แทบไม่เคยเป็นถ้อยคำ คนเล่ามักจำได้แน่ชัดว่าเถียงกับใคร แต่พอจะเรียบเรียงประโยคกลับนึกไม่ออกสักบรรทัด ธรรมเนียมการอ่านฝันจึงหยิบความร้อนที่ค้างอยู่มาอ่านแทนคำพูด และถือว่าการเถียงในฝันคือแรงเสียดทานที่ยังไม่ได้พูดออกมา อีกตำราที่เก่ากว่านั้นอ่านคู่กรณีว่าเป็นตัวแทนของบางอย่างในตัวคุณเอง จึงมีคนจำนวนมากเล่าว่าเถียงกับคนแปลกหน้าที่ไม่มีใบหน้า
อารมณ์จากฝันไม่ได้จางไปพร้อมภาพ บางคนพกความโกรธนั้นไว้ได้ครึ่งวันและสลัดออกยาก สิ่งที่ควรแยกให้ชัดคือความโกรธนั้นเป็นข้อเท็จจริงเรื่องคืนที่ผ่านมา ไม่ใช่หลักฐานเรื่องอีกฝ่าย และไม่ได้บอกอะไรเลยว่าเขาทำหรือไม่ได้ทำสิ่งใด สิ่งเดียวที่ฝันแบบนี้ชี้ให้เห็นได้จริงคือบทสนทนาที่เลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเรื่องค้างอยู่ในหัวทั้งสัปดาห์
ผลแพ้ชนะในฝันสำคัญน้อยกว่าที่คิดกัน สิ่งที่คนอ่านฝันสนใจกว่าคือได้ยินเสียงตัวเองไหม ฉากที่ถูกพูดกลบจนไม่ได้พูด หรือฉากที่อ้าปากแล้วไม่มีเสียงออกมา เป็นแบบที่เล่าถึงบ่อยที่สุด และอยู่กลุ่มเดียวกับฝันที่ขยับตัวไม่ได้ ส่วนฉากที่เถียงชนะขาดลอยกลับพบน้อยกว่า ตำรามักอ่านฉากนั้นว่าเป็นการซ้อมพูด คือบทสนทนาที่ร่างไว้ในหัวหลายรอบแต่ยังไม่เคยได้พูดจริง
รายละเอียดข้อแรกที่คนอ่านฝันถามถึงคือเถียงกับใคร ฝันว่าเถียงกับคู่ของคุณ มักอ่านเทียบกับสภาพความสัมพันธ์ช่วงนั้น ไม่ใช่รายงานว่าความสัมพันธ์เป็นอย่างไร เถียงกับพ่อหรือแม่ ตำราเก่าโยงเข้ากับอำนาจในวัยเด็กมากกว่าตัวพ่อแม่ในวันนี้ เถียงกับเจ้านายหรือครู เชื่อกันมาว่าเป็นความกดดันที่มีใบหน้า ส่วนคู่กรณีที่หน้าตาไม่เคยชัด คือแบบที่คนอ่านว่าเป็นการเถียงกับตัวเองมากที่สุด
คำอธิบายธรรมดาก็มีอยู่และไม่ควรข้าม คืนที่นอนดึกเพราะงานยังไม่จบ วันที่รถติดจนหงุดหงิดสะสม หรือคำที่กลืนกลับไปตอนมื้อเย็น ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นดีของฝันนี้ ประวัติที่คุณมีกับคนคนนั้นให้ภาพชัดกว่าคำอธิบายกลาง ๆ มาก และมีแต่คุณเท่านั้นที่ถือประวัตินั้นอยู่


