เสียงที่ดังออกมากลางดึกจนคนข้าง ๆ ได้ยินเป็นเรื่องที่มีบันทึกไว้จริง ส่วนที่เหลือของภาพนี้ขึ้นอยู่กับว่าในฉากคืนนั้นมีใครหัวเราะอยู่ด้วย และหัวเราะให้ใคร
คนที่นอนอยู่ข้าง ๆ มักเป็นคนแรกที่รู้ว่าเมื่อคืนคุณหัวเราะออกมาดัง ๆ ตอนหลับ บางคนก็ปลุกตัวเองให้ตื่นด้วยเสียงของตัวเอง เรื่องนี้มีบันทึกไว้มากพอจนเสียงหัวเราะกลางดึกไม่ต้องการคำอธิบายเชิงสัญลักษณ์อะไรเลย ส่วนคำพูดเก่าที่ว่าหัวเราะในฝันแล้วตื่นมาจะได้ร้องไห้นั้น เป็นคำพูดติดปากคนละชั้นกับคำอ่านภาพฝัน และตำราที่เก็บภาพนี้ไว้ก็ไม่ได้ว่าตามนั้น
หลายคนเล่าว่าหัวเราะกับเรื่องที่ไม่ได้ตลกเลย หรือหัวเราะแล้วหยุดไม่ได้ ผู้อ่านฝันเชื่อมอาการหยุดไม่ได้แบบนั้นเข้ากับความรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าจังหวะกับสถานการณ์ตรงหน้า แบบเดียวกับที่บางคนหลุดหัวเราะในงานศพหรือในทางเดินโรงพยาบาล เสียงหัวเราะในที่ที่มันไม่ควรอยู่ก็จัดไว้ในกองเดียวกัน
ไม่มีอะไรน่ากลัวในทั้งสองแบบ การนอนสลับสัญญาณของมันเองอยู่เป็นประจำ และความไม่เข้ากันระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในฉากกับสิ่งที่คนฝันรู้สึก ก็เป็นเรื่องธรรมดาอย่างหนึ่งที่ฝันทำเสมอ ตำราเก่าบางเล่มถือว่าเสียงหัวเราะที่หยุดไม่ได้คือแรงที่ค้างอยู่แล้วหาทางออกไม่เจอ อีกเล่มว่าสั้น ๆ ว่าเป็นการพักของอารมณ์ที่แบกมานาน และทั้งสองเล่มก็วางอยู่ในกองเดียวกันมาตลอด
เสียงหัวเราะร่วมกันเป็นไม่กี่ภาพที่ตำราเก่าพูดถึงโดยไม่ต้องออมคำ อ่านกันตรง ๆ ว่าเป็นความสบายใจ ความเป็นพวกเดียวกัน และแรงกดที่คลายลง คนที่ตื่นจากฝันแบบนี้มักอารมณ์ดีกว่าตอนที่หลับไปเสียอีก ส่วนการถูกคนอื่นหัวเราะใส่ ตำราจัดไว้คนละที่ และผูกไว้กับการถูกมองเห็นในจุดที่ไม่อยากให้ใครเห็นมานาน คือความกลัวว่าจะดูโง่ต่อหน้าคนที่ความเห็นของเขามีน้ำหนักกับคุณ ห้องนั้น ใบหน้าเหล่านั้น และคำถามว่าคุณรู้จักเขาหรือไม่ มักสำคัญกว่าตัวมุกที่พอถึงเช้าก็ลืมไปหมดแล้ว
คำอ่านทั้งหมดนี้ไม่ได้สัญญาข่าวดีอะไรให้ใคร สิ่งที่ภาพนี้ทำได้คือบันทึกอะไรบางอย่างของสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านไป ถ้าคุณเป็นคนหัวเราะง่ายอยู่แล้วตอนตื่น คุณก็พาน้ำหนักคนละแบบเข้ามาในฝันนี้ เทียบกับคนที่เสียงหัวเราะเคยแปลว่าตัวเองคือเป้า และประวัติส่วนตัวแบบนั้นควรได้รับความเชื่อถือมากกว่าความหมายกลาง ๆ ใด ๆ


