ขึ้นต้องออกแรง ลงได้ความเร็ว และไม่ว่าจะไปทางไหนก็เป็นการเปลี่ยนระดับทั้งนั้น ตำราจึงหยิบบันไดมาเล่าเรื่องสถานะ อารมณ์ และความเข้าใจ กันมาตลอด
คำว่าบันไดในภาษาไทยกินความสองอย่าง ทั้งบันไดในตึกที่เดินขึ้นลงกันทุกวัน และบันไดพาดที่ยกไปตั้งตรงไหนก็ได้ ตำราอ่านสองอย่างนี้ใกล้กันมากเพราะรูปทรงเหมือนกัน คือไปได้สองทาง ทางหนึ่งเสียแรง อีกทางให้ความเร็ว และความหมายที่ใช้กันมาตลอดคือการเปลี่ยนระดับ ไม่ว่าจะเป็นสถานะ อารมณ์ ความเข้าใจ หรือแค่ตำแหน่งของคนฝันภายในบ้านที่ยืนแทนชีวิตหนึ่งชีวิต
แบบที่คนจำได้แม่นเกือบทั้งหมด คือแบบที่โครงสร้างมันพัง ขั้นที่หายไปหรือห่างไม่เท่ากัน เชื่อกันมาว่าเป็นแผนที่มีช่องโหว่ซึ่งคนฝันมองเห็นอยู่ก่อนแล้ว บันไดที่ยืดยาวออกไปไม่จบ จัดอยู่กับแรงที่ไม่เคยไปถึงไหน บันไดวนที่ไม่มีชานพัก มักอ่านว่าเป็นการวนอยู่รอบการตัดสินใจ ขั้นที่แคบเกินหรือชันเกิน ถือว่าเป็นทางที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อคนที่กำลังเดินอยู่ ส่วนบันไดที่มุดลงไปในที่มืด เกาะอยู่กับเรื่องห้องใต้ดินมากกว่าเรื่องบันได ไม่มีข้อไหนในนี้เป็นคำบอกล่วงหน้า ทั้งหมดเล่าความรู้สึกที่มีต่อทิศทางหนึ่งเท่านั้น
การปีนขึ้นมักอธิบายกันว่าคือความก้าวหน้าที่มีราคาต้องจ่าย และคนที่เล่าว่าไปถึงข้างบนแบบหอบ มักถูกอ่านว่ากำลังเล่าอะไรบางอย่างที่ตรงกับสัปดาห์ของเขาจริง ๆ ส่วนการลงอ่านได้หลายทางกว่า บางตำราเรียกว่าความตกต่ำ อีกตำราเรียกว่าการย้อนกลับไปเอาของที่ลืมไว้ และรายการยุคหลังเอียงไปทางหลังชัดเจน ส่วนการยืนอยู่บนบันไดโดยไม่ขยับไปทางไหน เข้ากลุ่มภาพเรื่องความลังเล และมีคนเล่าถึงแบบนี้กันไม่ขาดสาย เพราะการหยุดอยู่กลางทางเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยในชีวิตจริงเช่นกัน
ถ้าบ้านคุณมีบันไดที่ขึ้นลงลำบากอยู่แล้ว หรือเพิ่งลื่นล้มบนบันไดมาไม่นาน ภาพนี้น่าจะกำลังรายงานวันของคุณมากกว่ารายงานชะตาของคุณ
ความรู้สึกทางร่างกายและความทรงจำสด ๆ เข้าไปอยู่ในฝันได้ง่ายกว่าสัญลักษณ์มาก คนที่ยกของขึ้นสี่ชั้นเพราะลิฟต์เสีย มักฝันถึงบันไดในคืนนั้นเอง โดยไม่ต้องมีความหมายอะไรซ่อนอยู่ใต้ขั้นบันไดเลย ในบ้านที่ต้องเดินขึ้นลงกันหลายรอบต่อวัน ภาพนี้แทบจะเป็นฉากประจำของการนอนอยู่แล้ว


