สุริยุปราคาและจันทรุปราคาต่างกันอย่างไร

อะไรกันแน่ที่ทอดเงาลงมาในคราสแต่ละแบบ ทำไมจันทร์ดับกับจันทร์เต็มดวงไม่ได้กลายเป็นคราสทุกครั้ง ทำไมคราสถึงมักมาเป็นคู่ห่างกันประมาณปีละสองรอบ และโหราศาสตร์อ่านความหมายของคราสไว้อย่างไรบ้าง

เวลาคนพูดถึงสุริยุปราคาและจันทรุปราคามักสับสนกันอยู่เสมอว่าใครบังใคร จันทรุปราคาคือช่วงที่โลกเคลื่อนมาอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์แล้วเงาของโลกไปตกบนดวงจันทร์ ส่วนสุริยุปราคาคือด้านตรงข้ามพอดี ดวงจันทร์เคลื่อนมาบังดวงอาทิตย์แล้วเงาของดวงจันทร์ตกลงมาที่พื้นโลก ทั้งสองปรากฏการณ์ต้องการให้ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลกเรียงตัวเกือบเป็นเส้นตรงพอดี นี่คือเหตุผลที่ทั้งคู่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกเดือนทั้งที่รอบดวงจันทร์ประมาณ 29.5 วันหมุนผ่านตำแหน่งเดิมซ้ำทุกเดือน

ทำไมไม่เกิดขึ้นทุกเดือน

สุริยุปราคาเกิดได้เฉพาะตอนจันทร์ดับ และจันทรุปราคาเกิดได้เฉพาะตอนจันทร์เต็มดวง เพราะสองจุดนี้เป็นจุดเดียวที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลกมีโอกาสเรียงตัวตรงกัน แต่จันทร์ดับกับจันทร์เต็มดวงเกิดขึ้นทุกเดือนโดยไม่มีคราสตามมาเสมอไป สาเหตุอยู่ที่วงโคจรของดวงจันทร์เอียงทำมุมกับระนาบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณห้าองศาเศษ จันทร์ดับส่วนใหญ่จึงผ่านเหนือหรือใต้ดวงอาทิตย์ไปเฉยๆ และจันทร์เต็มดวงส่วนใหญ่ก็พ้นเงาของโลกไปเช่นกัน

จุดที่วงโคจรดวงจันทร์ตัดผ่านระนาบนั้นเรียกว่าโหนด คราสจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อจันทร์ดับหรือจันทร์เต็มดวงตกใกล้โหนดจุดใดจุดหนึ่งพอดี และดวงอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านแนวโหนดปีละสองครั้ง ช่วงเวลานั้นเรียกว่าฤดูคราส แต่ละฤดูกินเวลาประมาณหนึ่งเดือน นานพอที่จะมีทั้งจันทร์ดับและจันทร์เต็มดวงห่างกันประมาณสองสัปดาห์ตกอยู่ในช่วงเดียวกัน คราสจึงมักมาเป็นคู่ ครั้งหนึ่งเป็นสุริยุปราคาอีกครั้งเป็นจันทรุปราคา ช่องว่างระหว่างฤดูคราสอยู่ที่ราว 173 วัน ทำให้วันที่ของฤดูคราสขยับเร็วขึ้นทุกปี หนึ่งปีปฏิทินจึงมีคราสอย่างน้อยสี่ครั้งและอาจมากถึงเจ็ดครั้ง

ยังมีจังหวะที่ยาวกว่านั้นซ้อนอยู่อีกชั้น หลังจากผ่านไป 18 ปี 11 วัน และอีกประมาณ 8 ชั่วโมง เรขาคณิตของทั้งสามดวงจะกลับมาใกล้เคียงเดิมและเกิดคราสที่คล้ายกันซ้ำอีกครั้ง ช่วงเวลานี้เรียกว่ารอบซารอส

ตอนดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์

สุริยุปราคาเกิดขึ้นได้เพราะความบังเอิญอย่างหนึ่งบนท้องฟ้า ดวงอาทิตย์มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่าดวงจันทร์ประมาณสี่ร้อยเท่า และอยู่ไกลจากโลกกว่าดวงจันทร์ประมาณสี่ร้อยเท่าเช่นกัน มองจากพื้นโลกทั้งสองดวงจึงมีขนาดปรากฏใกล้เคียงกันพอดี

ตอนดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกที่สุดในวงโคจร ดวงจันทร์จะบังดวงอาทิตย์ได้มิดพอดีเรียกว่าคราสเต็มดวง ตอนอยู่ไกลโลกที่สุด ดวงจันทร์จะเล็กกว่าดวงอาทิตย์เล็กน้อยจนเหลือขอบสว่างเป็นวงแหวนล้อมรอบ เรียกว่าคราสวงแหวน ส่วนตำแหน่งที่ไม่ตรงศูนย์กลางพอดีจะเห็นดวงอาทิตย์แหว่งไปเพียงบางส่วน แบบนี้เป็นแบบที่คนส่วนใหญ่มีโอกาสเห็นมากที่สุด ช่วงคราสเต็มดวงจริงๆ อยู่ในแนวเงาแคบมากกว้างไม่กี่ร้อยกิโลเมตร จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นทางนั้นจะเห็นคราสเต็มดวงได้นานเพียงไม่กี่นาที และไม่มีทางเกินเจ็ดนาทีครึ่งไปได้เลย

กฎเรื่องความปลอดภัยไม่ใช่คำเตือนเกินจริง การมองดวงอาทิตย์ตอนถูกบังบางส่วนด้วยตาเปล่าทำให้จอตาไหม้ถาวรได้โดยไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อยเพราะจอตาไม่มีปลายประสาทรับความเจ็บปวด แว่นกันแดดทั่วไป ฟิล์มรมควัน หรือกล้องมือถือใช้กรองแสงไม่ได้ทั้งสิ้น ต้องใช้แผ่นกรองแสงที่ผลิตและรับรองมาตรฐานสำหรับดูดวงอาทิตย์โดยเฉพาะ มีเพียงช่วงคราสเต็มดวงจริงๆ เท่านั้นที่ถอดแผ่นกรองได้ชั่วคราว ส่วนคราสวงแหวนไม่มีช่วงที่ปลอดภัยแบบนั้นเลยเพราะยังมีวงแสงอาทิตย์เหลืออยู่ตลอดเวลา

ตอนโลกบังดวงจันทร์

เงาที่โลกทอดออกไปแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นในสุดที่แสงอาทิตย์ถูกบังจนมืดสนิทเรียกว่าเงามืด ส่วนชั้นนอกที่แสงเพียงบางส่วนถูกบังเรียกว่าเงามัว ดวงจันทร์ทั้งดวงตกอยู่ในเงามืดคือจันทรุปราคาเต็มดวง ตกอยู่บางส่วนคือจันทรุปราคาบางส่วนซึ่งจะเห็นขอบมืดโค้งชัดเจน ส่วนที่ผ่านเข้าไปในเงามัวเพียงอย่างเดียวเรียกว่าคราสเงามัว ซึ่งจางมากจนคนทั่วไปมองขึ้นไปแล้วแทบไม่ทันสังเกต

จุดเด่นที่สุดของจันทรุปราคาคือสี ดวงจันทร์ที่เข้าคราสเต็มดวงจะไม่ดับมืดแต่กลับเปลี่ยนเป็นสีแดงอมทองแดงหม่นๆ ต้นเหตุมาจากบรรยากาศของโลกเอง แสงอาทิตย์ที่เฉียดผ่านขอบโลกโค้งเข้าไปในเงา สีน้ำเงินถูกกระเจิงหายไปก่อนเหลือแต่สีแดงเดินทางไปถึงดวงจันทร์ สิ่งที่เห็นอยู่จึงเป็นแสงอาทิตย์ขึ้นและตกรวมกันจากทุกมุมโลกในเวลาเดียวกันนั่นเอง คนทั่วไปเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าพระจันทร์สีเลือด จันทรุปราคายังกินเวลานานเป็นชั่วโมงไม่ใช่แค่ไม่กี่นาที และมองเห็นได้จากทุกที่ที่ดวงจันทร์ขึ้นอยู่บนฟ้าในเวลานั้นซึ่งกินพื้นที่เกือบครึ่งโลก โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือแผ่นกรองแสงใดๆ เลย

ความหมายในทางโหราศาสตร์

โหราศาสตร์มองคราสเป็นจันทร์ดับหรือจันทร์เต็มดวงที่ถูกขยายพลังขึ้นไปอีกขั้น ความหมายพื้นฐานยังคงเดิมคือจันทร์ดับแทนจุดเริ่มต้นและจันทร์เต็มดวงแทนจุดสุกงอมของเรื่องหนึ่ง สิ่งที่เปลี่ยนไปคือขนาดของเหตุการณ์และความรวดเร็วที่มันมาถึง นักโหราศาสตร์มักผูกคราสไว้กับจุดเปลี่ยนที่มาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า และกับความจบที่ภายหลังกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอีกเรื่องหนึ่งแทน

โหนดที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้มีชื่อเรียกในทางโหราศาสตร์เช่นกัน จุดที่ดวงจันทร์เคลื่อนขึ้นเหนือระนาบเรียกว่าโหนดเหนือ อ่านว่าเป็นทิศทางของการเติบโต ส่วนจุดตรงข้ามเรียกว่าโหนดใต้ อ่านว่าเป็นเรื่องคุ้นเคยที่ต้องปล่อยวาง เนื่องจากสองจุดนี้อยู่ตรงข้ามกันพอดี คราสจึงตกอยู่ในคู่ราศีตรงข้ามคู่หนึ่งแล้วค้างอยู่ตรงนั้นนานราวสิบแปดเดือน ทำให้คราสชุดหนึ่งดูเหมือนกดดันเรื่องเดียวกันซ้ำไปซ้ำมาตลอดช่วงนั้น

เมื่อรู้วันที่คราสจะเกิด คนทำอะไรกับมันบ้าง

  • ปล่อยให้เรื่องนิ่งก่อนตัดสินใจ คำแนะนำทั่วไปคือหลีกเลี่ยงการเริ่มเรื่องที่ย้อนกลับไม่ได้ในช่วงรอบคราส ไม่มีหลักฐานยืนยันแต่ก็ไม่เสียอะไรถ้าจะรอ
  • จดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น จดวันที่ไว้แล้วย้อนกลับมาอ่านตอนฤดูคราสรอบถัดไปมาถึง เป็นวิธีเดียวที่ตรวจสอบได้จริงว่าวันเหล่านี้มีความหมายกับชีวิตคุณจริงหรือไม่
  • สังเกตว่าคราสตกอยู่ในคู่ราศีไหน คู่ราศีนั้นค้างอยู่นานราวปีครึ่ง ทำให้ธีมที่ว่ากันไว้พอทดสอบได้จริงกว่าการเดาใหม่ทุกครั้ง
  • ออกไปดูของจริงกลางแจ้ง จันทรุปราคาเต็มดวงไม่มีค่าใช้จ่ายเลยและคุ้มค่าที่จะอดนอนดู ส่วนสุริยุปราคาเต็มดวงคุ้มค่าที่จะเดินทางไปดูถึงที่
  • อย่าเชื่อทุกคำเตือนที่อ่านเจอ เนื้อหาเรื่องคราสออนไลน์มักเอียงไปทางคำเตือนเพราะคำเตือนถูกแชร์ต่อง่ายกว่าข่าวธรรมดา

อ่านตารางคราสให้ถูกต้อง

สุริยุปราคาที่ระบุไว้ในตารางไม่ได้แปลว่าคุณจะเห็นมันจากที่ที่คุณอยู่เสมอไป คราสชนิดนี้เป็นเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ แนวเงาเต็มดวงพาดผ่านเพียงแถบแคบๆ คนที่เหลือทั้งหมดเห็นแค่บางส่วนหรือไม่เห็นเลย ตารางที่น่าเชื่อถือจึงต้องระบุพื้นที่ที่มองเห็นได้ควบคู่กับเวลาไว้เสมอ ต่างจากจันทรุปราคาที่ใจกว้างกว่ามากเพราะทุกคนบนซีกโลกกลางคืนมองเห็นคราสดวงเดียวกันพร้อมกัน

น่าสนใจว่าความแม่นยำของการคำนวณนี้มากแค่ไหน เวลาคราสถูกคำนวณล่วงหน้าได้เป็นร้อยปีและระบุไว้ละเอียดถึงนาที แล้วมันก็มาตรงตามที่คำนวณไว้จริงๆ ความแม่นยำนั้นมาจากกลศาสตร์ของวัตถุสามดวง ไม่ได้มาจากความหมายที่ผูกเข้าไปทีหลัง การแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัดคือวิธีอ่านหน้าเรื่องคราสอย่างซื่อตรง ไม่เว้นแม้แต่หน้านี้เอง

คำถามที่พบบ่อย

คราสเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน
คราสมักมาเป็นชุดในฤดูคราสที่วนกลับมาทุกประมาณ 173 วัน หรือราวปีละสองรอบ แต่ละฤดูมักให้ทั้งสุริยุปราคาและจันทรุปราคาอย่างละครั้งห่างกันประมาณสองสัปดาห์ หนึ่งปีปฏิทินจึงมีคราสอย่างน้อยสี่ครั้งและมากที่สุดได้ถึงเจ็ดครั้งถ้านับรวมคราสเงามัวที่จางมากด้วย เพราะช่องว่างระหว่างฤดูสั้นกว่าครึ่งปีเล็กน้อย วันที่ของฤดูคราสจึงขยับเร็วขึ้นทุกปีแทนที่จะตกวันเดิมซ้ำ
ดูคราสด้วยตาเปล่าอันตรายไหม
จันทรุปราคาปลอดภัยกับตาเปล่าทุกช่วงและไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย ส่วนสุริยุปราคาไม่ปลอดภัยเลยแม้แต่ช่วงที่ดวงอาทิตย์ถูกบังไปเกือบหมด แสงที่เหลืออยู่เพียงเสี้ยวเดียวก็ทำให้จอตาไหม้ถาวรได้โดยไม่รู้สึกเจ็บ จึงต้องใช้แผ่นกรองแสงที่รับรองมาตรฐานสำหรับดูดวงอาทิตย์โดยเฉพาะ แว่นกันแดดทั่วไปใช้แทนไม่ได้ มีเพียงช่วงคราสเต็มดวงจริงๆ ที่ดวงอาทิตย์ถูกบังมิดสนิทเท่านั้นที่มองด้วยตาเปล่าได้ชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้แผ่นกรอง
ทำไมดวงจันทร์ถึงเปลี่ยนเป็นสีแดงตอนเกิดจันทรุปราคา
เพราะบรรยากาศของโลกหักเหแสงอาทิตย์บางส่วนให้อ้อมเข้าไปในเงาของโลกได้ ระหว่างทางสีน้ำเงินถูกกระเจิงออกไปก่อนเหลือแต่แสงสีแดงเดินทางไปถึงผิวดวงจันทร์ นี่คือเหตุผลที่ดวงจันทร์เปลี่ยนเป็นสีแดงอมทองแดงแทนที่จะดับมืดไปเฉยๆ ระหว่างเข้าคราสเต็มดวง เฉดสีที่เห็นแตกต่างกันไปแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับปริมาณฝุ่นและเมฆในบรรยากาศโลกตอนนั้นว่าหนาหรือบางแค่ไหน
คราสเป็นลางร้ายจริงหรือไม่
คนในอดีตอ่านคราสเป็นลางร้ายมานับพันปีเพราะความมืดกลางวันที่ไม่มีคำอธิบายเป็นเรื่องน่ากลัวจริงๆ ในสายตาคนยุคนั้น บางบันทึกโบราณถึงกับเล่าถึงการตั้งกษัตริย์ปลอมขึ้นชั่วคราวเพื่อรับเคราะห์แทนกษัตริย์จริง โหราศาสตร์ยุคปัจจุบันผ่อนความหมายลงมากแล้วมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่มาเร็วกว่าปกติมากกว่าจะเป็นเคราะห์ร้าย ไม่มีหลักฐานวัดผลได้ยืนยันทั้งสองแบบ คราสเป็นเพียงเงาที่มาถึงตรงเวลาตามการคำนวณทางคณิตศาสตร์เท่านั้นเอง

อ่านเพิ่มเติม